สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า รัฐบาลนาอูรูตั้งเป้าระดมทุนให้ได้มากกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 161 ล้านบาท) ในปีแรกของ “โครงการสัญชาติเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Resilience Citizenship) จากการขาย “พาสปอร์ตทองคำ” เล่มละ 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านบาท)
แต่เกือบ 6 เดือนหลังจากที่โครงการได้เปิดตัวไปเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ประเทศแห่งนี้อนุมัติใบสมัครไปเพียง 6 ใบ ซึ่งครอบคลุม 2 ครอบครัว และ 4 บุคคล ซึ่งแม้การเริ่มต้นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ท้ายที่สุด พวกเขาคาดหวังว่า จะสามารถจำหน่ายหนังสือเดินทางได้ 66 เล่มในปีแรก
A remote Pacific nation has started selling passports to fund climate action, but is so far struggling to attract new citizens to the low-lying, largely barren island https://t.co/OejVFinWUT
— RTÉ News (@rtenews) August 7, 2025
ทั้งนี้ทั้งนั้น ประธานาธิบดีเดวิด อาเดียง ผู้นำนาอูรู เชื่อมั่นว่า โครงการพาสปอร์ตทองคำน่าจะสร้างรายได้ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,387 ล้านบาท) หรือประมาณ 500 ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งจะคิดเป็นเกือบ 20% ของรายได้ทั้งหมดของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้อาจเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์ และขณะนี้ มีใบสมัครฉบับหนึ่งที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว ซึ่งนายเอ็ดเวิร์ด คลาร์ก ผู้ดำเนินโครงการ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ “ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์” ระหว่างการตรวจสอบประวัติผู้สมัคร
ในอดีต นาอูรูเคยพยายามขายพาสปอร์ตแก่ผู้สนใจ แต่โครงการได้ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่าเมื่อปี 2546 หลังเจ้าหน้าที่ออกหนังสือเดินทางให้กับสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ซึ่งต่อมาถูกจับกุมในเอเชีย
คลาร์กเสริมว่า ในบรรดาหนังสือเดินทางชุดแรกที่ได้รับการอนุมัติ ครอบครัวชาวเยอรมันจำนวน 4 คน ที่อาศัยอยู่ในมหานครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังมองหาสัญชาติที่สองเพื่อเป็นแผนสำรอง สำหรับความผันผวนทางการเมืองโลกในปัจจุบัน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



