ในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการเสพความรู้และความบันเทิงของสังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ภาพของครอบครัวที่เคยมานั่งล้อมวงหน้าจอโทรทัศน์เพื่อรอชมรายการโปรดร่วมกันเริ่มเลือนหายไปอย่างช้า ๆ หลายบ้านมีทีวีเพื่อเปิดรับชมยูทูบ (YouTube) หรือคอนเทนต์ออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงการเข้าชมภาพยนตร์ รายการกีฬา หรือซีรีส์ผ่านช่องทางสตรีมมิงที่ต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเท่านั้น

ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายการทีวีแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะ “รายการเด็ก” ที่แทบจะสูญหายไป หากลองเปิดไล่ดูช่องโทรทัศน์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน จะพบว่ารายการสำหรับเด็กนั้นหาชมได้ยากยิ่งหรือแทบไม่มีเลย เด็กเจเนอเรชันอัลฟ่า (Generation Alpha) ในวันนี้เติบโตมาพร้อมกับความคุ้นเคยและจดจ่ออยู่กับการ์ตูนหรือเกมในช่องทางยูทูบ ผ่านหน้าจอมือถือและแท็บเล็ตที่อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา


ไทยพีบีเอส ผลิตรายการเด็กตามพันธกิจของสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (...) หรือไทยพีบีเอส เป็นสถาบันสื่อสาธารณะ ที่ยืนหยัดเพื่อทำรายการเด็กเผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์ม ปัจจุบันบนหน้าจอทีวียังคงมีรายการเด็กที่เปี่ยมด้วยสาระและความบันเทิง ซึ่งผลิตเนื้อหาให้สอดคล้องตามพัฒนาการของเด็กอย่างแท้จริง

สุชาดา ภู่ทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้หรือ ไทยพีบีเอส เปิดเผยว่าไทยพีบีเอสมุ่งมั่นตามพันธกิจของสื่อสาธารณะในการสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อกลุ่มเด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กร ที่กำหนดให้เราต้องส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการสาขาต่าง ๆ สำหรับเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม โดยเราได้เริ่มต้นทำรายการเด็กมาตั้งแต่มีการเปิดสถานี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์ของรายการเด็กในประเทศไทยมีความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะการผลิตรายการเด็กที่มีคุณภาพจำเป็นต้องใช้ทุนการผลิตสูง มีกระบวนการผลิต (Production) ที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนในทุกขั้นตอน อีกทั้งผังรายการโทรทัศน์ไม่สามารถวางช่วงเวลาให้หลากหลายได้ มักจะถูกจำกัดอยู่ในสล็อต (Slot) เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ช่องทีวีต่าง ๆ จึงไม่นิยมผลิตรายการเด็กเอง แต่เลือกที่จะซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนจากต่างประเทศเข้ามาฉายแทน หรือหากจะผลิตคอนเทนต์เอง ก็มักจะทำออกมาในรูปแบบที่ให้คนทุกวัยในครอบครัวสามารถรับชมร่วมกันได้ เช่น ละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว บางครั้งบทละครยังคงแฝงไว้ด้วยความรุนแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ไทยพีบีเอส จึงกลายเป็นสถานีโทรทัศน์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ยังคงยืนหยัดผลิตรายการเด็กเอง ขณะที่ช่องอื่นเน้นซื้อแอนิเมชันจากต่างประเทศ ซึ่งแม้จะมีความน่าสนใจและดึงดูดใจเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ในระยะยาว การที่เด็กไทยรับเสพเพียงวัฒนธรรมต่างชาติผ่านความบันเทิงเหล่านั้นโดยไม่มีการคัดกรอง อาจส่งผลให้พวกเขาขาดโอกาสในการเรียนรู้เนื้อหาที่สร้างสรรค์ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่” ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ ไทยพีบีเอส ชวนตั้งคำถามกับสังคม


คอนเทนต์สำหรับเด็ก… ไม่ง่าย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และผู้ผลิตรายการเด็กจะพยายามเน้นย้ำถึงความจำเป็นของสื่อประเภทนี้มาโดยตลอด แต่ในโลกธุรกิจก็ยังไม่มีผู้ใดอยากเข้ามาลงทุนในคอนเทนต์เด็ก เช่นเดียวกับคอนเทนต์กลุ่มเกษตรกร เพราะมองว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งกระบวนการผลิตรายการเด็กยังมีขั้นตอนที่ยากกว่ารายการทั่วไปอย่างมาก เนื่องจากต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นวิธีพูด โทนเสียง ดนตรีประกอบ ภาพเคลื่อนไหว ตลอดจนงานกราฟิกที่ต้องเหมาะสมกับช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สำหรับเด็กเล็ก จังหวะทำนอง ลีลา และมูดแอนด์โทน (Mood and Tone) ของรายการจะต้องช้าลงและมีการย้ำบ่อย ๆ เพื่อช่วยสร้างความทรงจำ การทำโปรดักชันเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ผลิตที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กโดยตรง ยกตัวอย่างรายการคลาสสิกอย่าง “ทุ่งแสงตะวัน” ที่ต้องสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ผ่อนคลาย เพื่อให้เด็ก ๆ ยอมเล่าเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติ” ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ ยกตัวอย่าง


จากต้นทุนความรู้ สู่หมุดหมายใหม่ในปี 2569

สุชาดา ภู่ทองคำ กล่าวต่อไปว่า ความรู้และทักษะในการทำงานร่วมกับเด็กในประเทศไทยกำลังลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหายในปัจจุบัน ไทยพีบีเอสจึงได้สะสมองค์ความรู้เหล่านี้ผ่านการทำงานอันยาวนาน และการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศมาโดยตลอด ภายใต้วัตถุประสงค์การตั้งองค์กรที่กำหนดให้ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ สำหรับเด็กอย่างเหมาะสม ทำให้สถานีผลิตรายการสำหรับเด็กมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเปิดสถานี

โดยมีการวางกลุ่มเป้าหมายในสล็อตเวลาเช้า ซึ่งในอดีตเรตติ้งของรายการเด็กอาจไม่ได้สูงนักเนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ชมเฉพาะ และผู้ใหญ่เลือกที่จะข้ามไปชมช่องอื่น แต่รายการเด็กช่วงเช้าของไทยพีบีเอสก็ยังคงได้รับความชื่นชมและไว้วางใจจากผู้ปกครอง รวมถึง สำนักงาน กสทช. เสมอมา ด้วยความภาคภูมิใจที่มีสัดส่วนคอนเทนต์เด็กสูงถึงร้อยละ 13 ของผังรายการทั้งหมด และได้รับรางวัลการันตีมากมาย อาทิ รายการ “หม้อข้าวหม้อแกง” ที่ส่งเสริมการเรียนรู้วัตถุดิถ้วนท้องถิ่นจนสามารถเข้ารอบสุดท้ายในการประกวดระดับโลก จากการคัดเลือกผลงานกว่า 400 ชิ้นทั่วโลกที่ประเทศเยอรมนี ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานระดับสากล


รู้จักแบรนด์ “Thai PBS Kids & Learning”

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การทำงานเข้าถึงเด็กยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2569 ไทยพีบีเอสจึงตั้งเป้าหมายครั้งสำคัญในการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์กลุ่มเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่มากที่สุดในประเทศ ภายใต้แบรนด์ “Thai PBS Kids & Learning” โดยหันมาให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง VIPA ซึ่งเป็น OTT แพลตฟอร์มหลัก เว็บไซต์ ยูทูบ และโซเชียลมีเดีย

รวมทั้งปรับกลยุทธ์ช่วงไตรมาส 2 ถึง 4 ของปี 2569 ด้วยการปรับขยายเวลาออกอากาศในช่วงเช้าวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 06.00 – 08.30 น. บนช่อง ALTV และไทยพีบีเอส เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรม On-Demand ของผู้ชมยุคใหม่ พร้อมเตรียมส่งรายการเด็กรวมทั้งสิ้น 15 รายการลงจอ ซึ่งมีรายการใหม่แกะกล่องถึง 5 รายการให้ติดตาม นำโดย ก๊วน 3 ซ่า ตะลุยจักรวาล FriendZSpace, Mad Math คณิตติดมันส์, Buddy’s Body Classroom, สอนศิลป์ Journey และการกลับมาอีกครั้งของรายการขวัญใจเด็กไทยอย่าง ท้าให้อ่าน The Reading Hero

นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสยังได้รับองค์ความรู้จากการแลกเปลี่ยนรายการกับเครือข่ายสากลอย่าง ABU และ EBU ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนผลงานการผลิตและร่วมทุนสร้างสรรค์ละครเด็กกับประเทศในกลุ่มอาเซียนกว่า 10 ประเทศ ทำให้โปรดิวเซอร์และทีมงานชาวไทยได้รับนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ รวมถึงการใช้คู่มือจริยธรรมระดับโลกของ BBC ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อเด็กในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และการปกป้องสิทธิความเป็นเด็กอย่างเคร่งครัด การเข้าใจวัฒนธรรมและธรรมชาติของเด็กช่วยให้ทีมงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัยได้จริง


สร้าง “ทางเลือกสร้างสรรค์” สู้ภัยออทิสติกเทียม

ในวันที่เด็ก ๆ ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอยูทูบ ซึ่งมีคอนเทนต์หลากหลายและยากต่อการคุมโทนให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแม้คอนเทนต์ส่วนใหญ่จะมีเจตนาที่ดี แต่อัลกอริทึมก็อาจจะนำเสนอสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น แอนิเมชันสยองขวัญ ซึ่งเด็ก ๆ ที่ยังไม่มีวิจารณญาณมักจะหลงเชื่อและชื่นชอบเนื่องจากความตื่นเต้นและเสียงที่เร้าอารมณ์

สิ่งที่ไทยพีบีเอสพยายามมุ่งเน้นจึงไม่ใช่การทำสงครามต่อสู้หรือแย่งชิงความนิยมจากแพลตฟอร์มการ์ตูนต่างประเทศ แต่เป็นการสร้าง “ทางเลือกสื่อสร้างสรรค์” ที่ปลอดภัย เพื่อให้พ่อแม่สามารถปล่อยให้ลูกรับชมได้อย่างสบายใจและไร้กังวล ควบคู่ไปกับการทำรายการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง เช่น Talk about Kid เพื่อส่งเสริมทักษะการเลี้ยงลูกในหลากหลายมิติ และการจัดทำเนื้อหาแนะนำผู้ปกครอง หรือ Content Guide เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่ชวนลูกพูดคุยต่อยอดหลังจากดูรายการจบ


ขยายพื้นที่สื่อปลอดภัยเพื่อเด็กและครอบครัวในทุกแพลตฟอร์ม

ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงคือกลุ่มครอบครัวหาเช้ากินค่ำที่ไม่มีเวลา และมักยื่นมือถือให้ลูกเพื่อดูแลแทน จนนำมาซึ่งปัญหา “ออทิสติกเทียม” ในเด็กที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในสังคมไทยจากการจดจ่ออยู่กับหน้าจอมากเกินไป

ไทยพีบีเอสจึงจับมือกับ สสส. และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่เล่นและรณรงค์ให้เด็ก ๆ ห่างไกลจากหน้าจอ พร้อมทั้งขยายบทบาทการนำสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ไปสู่สถานศึกษา โดยการออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” ร่วมกับคุณครูในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำวิชาแบบเดิม มาเป็นการเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่จำเป็นต่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาร่วมกันผ่านกระบวนการทำกิจกรรม

ปัจจุบันมีหน่วยการเรียนรู้ต้นแบบแล้วกว่า 10 หน่วย เช่น หน่วยเต่า, หน่วยฝุ่น PM 2.5 และหน่วยไดโนแลนด์แดนอีสาน โดยมีการจัดทำแผนการสอน วิดีโอห้องเรียนสาธิต และระบบ E-Learning เพื่อให้ครูนำไปใช้งานได้จริงอย่างสะดวกสบาย เครือข่ายนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมโรงเรียนนับร้อยแห่งในจังหวัดพิษณุโลก ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ เป้าหมายปลายทางคือการผลักดันให้เกิด “Thai PBS Active Learning Classroom” ที่ได้มาตรฐานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงการต่อยอดเกมการเรียนรู้ในเว็บไซต์ การสร้าง CC (Closed Caption) สำหรับเด็กหูหนวก และการทำรายการแบบ Digital First

ไม่เพียงเท่านั้น ไทยพีบีเอสยังริเริ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาของตัวการ์ตูนลิขสิทธิ์ เช่น การจำหน่ายหุ่นมือและของที่ระลึกจากแอนิเมชันเรื่อง “วิว” และคาแรกเตอร์จากรายการ “ขบวนการฟันน้ำนม” รวมถึงการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในภาคธุรกิจจัดกิจกรรม On-Ground เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงเด็ก ๆ

ทีมงานกลุ่มเล็ก ๆ เพียง 18 คนของไทยพีบีเอสในวันนี้ ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่งต่อสื่อสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ด้วยความเชื่อมั่นว่า เด็กที่เติบโตมาพร้อมกับไทยพีบีเอสในวันนี้ จะกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศในวันข้างหน้า และการลงทุนเพื่อสมองและจิตใจของเด็กไทย คือภารกิจสื่อสาธารณะที่ไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องขับเคลื่อนต่อไป