เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เป็นประธานในการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายแพทย์ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คณะทำงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
นายพลพีร์ กล่าวว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ เช่น ยาเสพติด การฉ้อโกง การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และเครือข่ายผิดกฎหมายต่างๆ อย่างจริงจัง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 คำสั่งนี้ได้แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้น 5 ชุด ได้แก่ 1. ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคม (ฉกอ.) 2. ชุดเฉพาะกิจป้องกันการกระทำอันขัดต่อนโยบายการจัดระเบียบสังคม (ฉกป.) 3. ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม ที่ 1 (ฉกจ. 1) 4. ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม ที่ 2 (ฉกจ. 2) และ 5. ชุดเฉพาะกิจสืบสวนและขยายผลจัดระเบียบสังคม (ฉกส.) ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วยหน่วยงานภายในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ สืบสวน ปราบปราม ควบคุม ตรวจตรา และบังคับใช้กฎหมายในการจัดระเบียบสังคมทั่วราชอาณาจักรให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างเป็นรูปธรรม
“ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทยชุดนี้ต้องมีความตั้งใจและทำงานอย่างจริงจังในทุกมิติ เพื่อสร้างความศรัทธาและทำให้สังคมเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย การปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบจะต้องกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง โดยให้ยึดแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ซึ่งมุ่งเน้นการพิจารณาจากการกระทำโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้ความสำคัญกับประชาชนไทยเป็นไท ที่จะไม่ปล่อยให้บุคคลหรือนิติบุคคลชาวต่างชาติเข้ามาเบียดเบียนทรัพยากร เศรษฐกิจ หรือสังคมของคนไทย ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงมหาดไทยจะต้องปรับปรุงการทำงาน โดย “Reform” การปฏิรูปเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการทางกฎหมาย “Reset” การตั้งหลักใหม่ต่อทุกการปฏิบัติหน้าที่ที่เคยถูกสังคมตั้งคำถาม และ “Enforce” การบังคับใช้ระเบียบกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยทั้งในมิติของเศรษฐกิจและสังคม” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย สถานบริการ และโรงแรมต่างๆ ทุกฝ่ายจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่สื่อสังคมออนไลน์ตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงแรมที่ยังผิดกฎหมายกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทยจะต้องเข้าไปตรวจสอบถึงต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ของกฎหมายฉบับก่อน การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือความจงใจละเมิดกฎหมายของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังต้องเข้มงวดในเรื่องของสัญชาติ การสวมสิทธิออกบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ผิดกฎหมาย โดยถือหลักว่าหากสิ่งใดเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย ถือเป็นความผิดที่ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด
“ขอให้ผู้บริหารกรมการปกครอง ได้กำชับฝ่ายปกครอง ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ สแกนพื้นที่ที่มีข้อสงสัยและทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเป็นผู้แจ้งเบาะแส ควบคู่ไปกับมาตรการปราบปราม กระทรวงมหาดไทยยังมีบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการและป้องปราม ซึ่งจะต้องก้าวให้ทันและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการนำระบบดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการประชาชน เพื่อความสะดวกและเข้าถึงง่าย เช่น การทำ Social Listening การลงทะเบียนออนไลน์ และการเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้อง ระบบหลังบ้านของกระทรวงจะต้องมีความพร้อม ทันสมัย และตอบสนองอย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบโซนนิ่งก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัย การบังคับใช้กฎหมายต้องตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเพิ่มมูลค่าที่อยู่อาศัย เพื่อผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่สามารถคาดการณ์อนาคตและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเกิดผลสัมฤทธิ์ จึงได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานให้คณะทำงานชุดเฉพาะกิจทุกคณะบูรณาการความร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง ทำงานเชิงรุก และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยให้นำข้อมูลจากศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของกรมการปกครองมาเป็นกลไกรับฟังปัญหา นำมาวิเคราะห์เพื่อหามาตรการแก้ไข และใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวางแผนด้านการข่าวและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อประมวลและนำเสนอข้อมูลที่แท้จริง สะท้อนให้สังคมและผู้ปฏิบัติงานได้รับทราบอย่างชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป
“ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคมจะจัดให้มีการประชุมเป็นประจำในทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน เพื่อติดตามผลการดำเนินการ รับฟังปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยการทำงานทั้งด้านการปราบปรามและการปกป้องประชาชนจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป และจะต้องมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนรายงานต่อผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสะท้อนถึงประชาชนในทุกๆ 30 วัน ซึ่งผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อสร้างความหวังให้ประชาชน และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตทางสังคมให้แก่พี่น้องประชาชน” รมช.มหาดไทย กล่าว



