ในสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กำลังเป็นที่จับตา ชื่อของสองโฆษกหญิงผู้ทรงอิทธิพล ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนางสาวไทย ดาราและพิธีกรชื่อดัง ซึ่งกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทในฐานะโฆษกจิตอาสาของไทย.. วันนี้เราจึงขอพาไปล้วงลึกถึงประวัติ ที่มา และความสามารถของทั้งสองสาวไปด้วยกัน..

ประวัติ “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา” โฆษกกลาโหมกัมพูชา
พลโทหญิง มาลี โสเจียตา (Lieutenant General Mali Sochieta) เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 ที่ จังหวัดกัมปงจาม ประเทศกัมพูชา สมรสกับนายก้อง ฟก (อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) ปัจจุบัน “มาลี โสเจียตา” ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และเป็นโฆษกหลักในการสื่อสารนโยบายของกองทัพกัมพูชาสู่สาธารณชน

ด้านการศึกษา
– ระดับมัธยมจากโรงเรียนฮุนเซนสกุน จังหวัดกัมปงจาม
– สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแวนดา (VANDA University) กรุงพนมเปญ สาขาที่เรียนไม่ได้ระบุชัดเจน แต่มีพื้นฐานด้านกฎหมายและการบริหาร
เส้นทางอาชีพราชการ
“มาลี โสเจียตา” เริ่มต้นเส้นทางการเมืองและราชการในปี พ.ศ. 2549 โดยสอบบรรจุเข้าทำงานในกระทรวงกิจการสตรีของกัมพูชา เธอไต่เต้าสู่ตำแหน่งสำคัญในระดับนโยบาย ทั้งด้านกิจกรรมเยาวชน พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และคณะกรรมาธิการด้านสิทธิสตรี โดยในเดือนเมษายน 2566 ได้รับพระราชทานยศ “พลโท” จากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ถือได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่กี่คนในกองทัพกัมพูชาที่มียศพลโท

บทบาทในช่วงวิกฤติชายแดน
ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พลโทหญิง มาลี มีบทบาทสำคัญในการแถลงข่าวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ข้อมูลเรื่องสถานะการหยุดยิง การยืนยันว่าไม่มีการปะทะเพิ่มเติม และกล่าวหาไทยใช้อาวุธเคมี จนกล่าวได้ว่า การแถลงข่าวของเธอแต่ละครั้ง เหมือนกัมพูชาอยู่ในโลกคู่ขนานกับไทย ข้อมูลไม่ตรงกันเลย แถมยังแถลงข้อมูลเฟคนิวส์อีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อสังเกตจากชาวโซเชียลไทย ว่าเธออาจเป็นอดีตสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปของกัมพูชา แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม พลโทหญิง มาลี ถือเป็น “เสียงสำคัญ” ที่สื่อสารท่าทีของกองทัพกัมพูชาอย่างมั่นคง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ

ประวัติ “บุ๋ม ปนัดดา” อดีตนางสาวไทยสู่โฆษกจิตอาสา
บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เกิดวันที่ 10 มกราคม 2519 ปัจจุบันอายุ 48 ปี (ณ 1 ส.ค. 2567) เธอเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตนางสาวไทย นักแสดง พิธีกร และนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม
การศึกษา
จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะบริหารธุรกิจ
จบปริญญาโท 2 ใบจาก University of Wollongong และ University of South Australia ประเทศออสเตรเลีย
จบปริญญาเอก สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรังสิต
ชีวิตครอบครัว
เคยสมรสกับ วีรพงศ์ พิพิธสุขสันต์ มีลูกสาว 1 คน คือ น้องอันดามัน ปัจจุบันสมรสกับ ก๊อต อธิป นักกีฬาเพาะกายและยิงปืนทีมชาติไทย มีลูกชาย 1 คน คือ น้องอเล็กซ์ วัย 2 ขวบ และกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกชายอีกคน

จุดเปลี่ยนสำคัญ.. นางสาวไทยปี 2543
บุ๋ม ปนัดดา ได้รับตำแหน่ง นางสาวไทยปี 2543 ควบตำแหน่งทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย และขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน
ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย
เคยเป็นพนักงานธนาคารซิตี้แบงก์ และอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา มีประสบการณ์ทั้งงานในวงการบันเทิง (พิธีกร, นักแสดง) และงานด้านการเมือง (ผู้ชำนาญการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา, ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) อีกทั้ง “บุ๋ม” ยังเป็นประธาน มูลนิธิองค์กรทำดี และที่ปรึกษาคณะทำงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม

งานเพื่อสังคมและบทบาทใหม่ในฐานะโฆษกจิตอาสา
“บุ๋ม ปนัดดา” เป็นที่ยอมรับในการใช้พลังของความเป็นคนดังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ เช่น การรวบรวมรายชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีข่มขืนจนสำเร็จ
โดยเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้เปิดตัว ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จิตอาสา คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ตอบโต้เฟคนิวส์และสื่อสารข้อมูลจากฝั่งไทย โดย รมช.กลาโหม ได้กล่าวติดตลกถึงความได้เปรียบที่ บุ๋ม ปนัดดา เป็นนางสาวไทย

บทบาทสำคัญในการสื่อสาร
การปรากฏตัวของ “บุ๋ม ปนัดดา” ในฐานะโฆษกจิตอาสาของไทย ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและจับตาการทำหน้าที่ของทั้งสองโฆษกหญิงจากสองประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชา เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นการตอบโต้ข้อมูลข่าวสารและเฟคนิวส์ ซึ่ง “บุ๋ม ปนัดดา ย้ำว่าเธอเป็นคนชัดเจน ตรงไปตรงมา และไม่กลัวเรื่องเฟคนิวส์”
แม้ “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา” และ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ต่างก็เป็นบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนของทั้งสองประเทศ ถึงจะมีภูมิหลังและเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็เป็นตัวแทนเสียงของประเทศตนเองในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น่าจับตาเป็นอย่างมาก..



