รอลุ้นกันอยู่กับกระบวนการเข้าชื่อของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 20 คน ได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็น สว.จำนวน 136 คนสิ้นสุดลง เนื่องจากมีข้อหาต่างๆและกำลังตรวจสอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณี นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.และคณะสว.รวม 21 คน ได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภา หลังจำนวน สว.ลงลายมือชื่อร่วมเสนอหนังสือคำร้องเพียงจำนวน (21–3) = 18 คน (ยังไม่หักจำนวน สว.ที่ปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อของสำนักบริหารงานกลางในเบื้องต้นว่า ไม่สอดคล้องกับที่ให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีก จำนวน 3 คน) ทำให้ไม่ครบจำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือไม่ครบ 20 คน ตามที่ รธน.มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้

ดังนั้นประธานวุฒิสภาจำต้องมีหนังสือแจ้ง นพ.เปรมศักดิ์ ผู้เสนอคำร้องหลัก และคณะ สว.ทราบว่า ไม่สามารถส่งคำร้องไปยังศาล รธน.ได้ เนื่องจากมี สว.ไม่ครบ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามที่ รธน.มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนด
ก่อนหน้านั้น “นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี” สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางโพ ในกรณีที่ถูกแอบอ้างการลงลายมือชื่อว่า ได้ลงบันทึกประจำวัน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. หลังจากที่มีการตรวจสอบในเอกสารซึ่ง สว.กลุ่มหนึ่ง ยื่นเรื่องต่อศาล รธน.ให้ถอดถอน 136 สว. และพบว่ามีชื่อของตนปรากฏในเอกสาร ทั้งที่ไม่ทราบเรื่อง อีกทั้งทางสำนักประธานวุฒิสภาได้ตรวจสอบการลงลายมือชื่อ และพบว่าการลงลายมือชื่อของตนนั้นไม่ตรงกับที่เคยให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อครั้งมารายงานตัวและเมื่อครั้งที่ลงลายมือชื่อเข้าประชุม ทำให้ตนทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายกับตนเอง ไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังดำเนินคดีกับใคร อย่างไรก็ดีการนำชื่อของตนไปแอบอ้างในกรณียื่นถอดถอนนั้น ตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ

“ผมทราบว่ามีกรณีที่โดนเหมือนผมด้วย และทางสำนักงานได้แจ้งให้ไปตรวจสอบแล้ว ซึ่งมีคนที่ทำเหมือนที่ผมทำแล้ว จำนวน 2 คน ดังนั้นการลงลายมือชื่อในเอกสารคำร้องนั้น ตอนนี้มีคนสนับสนุนไม่ถึง 20 คนแล้ว อย่างไรก็ดี ผมเป็น สว.น้องใหม่ ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ต้องการถอดถอนใครออกจากตำแหน่ง” นายธณัชญ์พงศ์ กล่าว
ด้าน “นพ.เปรมศักดิ์” ซึ่งเป็นแกนนำในการเข้าชื่อ เพื่อร้องให้ตรวจสอบ สว. 136 คน ให้ความเห็นว่า ขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงสองมาตรฐานในการพิจารณาคำร้องว่า คำร้องของ สว.สีน้ำเงินที่ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ถูกประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลในวันเดียวกันอย่างรวดเร็ว

แต่พอเป็นคำร้องของ สว.กลุ่มอิสระให้ดำเนินการกับ สว.136 คน กลับถูกตรวจสอบอย่างยืดยาดล่าช้า จนเปิดช่องให้เกิดการล็อบบี้อย่างเต็มที่ กระทั่งมีการถอนรายชื่อออก การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่ยังส่งสัญญาณอันตรายว่าผู้มีอำนาจกำลังใช้กลไกในรัฐสภาเพื่อสกัดเสียงตรวจสอบ สว.กลุ่มอิสระแค่ใช้สิทธิตาม รธน. ยื่นคำร้องขอความชัดเจนจากศาล แต่วิธีที่พวกตนถูกจัดการมันสะท้อนว่าฝ่ายเสียงข้างมากในวุฒิสภาบางกลุ่ม ไม่เคารพกระบวนการประชาธิปไตยใดๆ เลย
“การที่รายชื่อไม่ครบ 20 คนนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดตามธรรมชาติ แต่เป็นการใช้วิชามารที่ชัดเจนในการจัดการกับ สว.เสียงข้างน้อย ให้คำร้องตกไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ สว.อิสระก็ใช้สิทธิอย่างถูกกฎหมายเช่นเดียวกับ สว.สีน้ำเงินทุกประเด็น เราจะไม่หยุดที่จะสู้ต่อ แม้จะมีการถอนชื่อและกดดันอย่างหนัก พวกผมพร้อมที่จะหา สว.มาทดแทน เพื่อให้เรื่องถึงศาล รธน.โดยสมบูรณ์ และได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นธรรม เพื่ออนาคตของการเมืองที่โปร่งใสและยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของ สว. 136 คน แต่เป็นเรื่องของระบบรัฐสภาไทยทั้งระบบ ถ้าเสียงข้างน้อยไม่มีที่ยืน วันหนึ่งประเทศนี้จะไม่มีที่ยืนสำหรับประชาชนเช่นกัน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
คงต้องรอดูกระบวนการรวบรวมรายชื่อ สว. จะเดินไปถึงจุดที่ต้องการเพื่อให้เรื่องการตรวจสอบ 136 สว.ส่งต่อไปให้ศาล รธน. แต่ก็คงมีการตั้งคำถามของสังคมเช่นเดียวกันทำไม่ถึงมีเรื่องปลอมลายชื่อ เพราะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ใช้วิธีไม่ตรงไปตรงมา

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ หลังจาก ครม.มีมติโยกย้าย “นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์” ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกฯ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และมีกระแสหนาหูในหมู่ข้าราชการกระทรวงแรงงาน ว่า จะมีการตั้งว่าที่ปลัดกระทรวงคนใหม่ โดยโยกข้ามห้วย นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กำกับดูแล มารอเกษียณในตำแหน่งปลัดแรงงาน โดยยังเหลืออายุราชการ 1 ปี สอดรับกับที่ “นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.แรงงาน ระบุว่า “กำลังมองหาปลัดคนใหม่แต่ไม่ยืนยันว่าจะเป็นคนในหรือไม่ ต้องการคนมีความรู้ความสามารถด้านการลงทุนมาดูแลกองทุนประกันสังคม 2.7 ล้านล้านบาท”
แหล่งข่าวในกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การที่นายพงศ์กวิน เด้งนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ไปนั่งที่สำนักนายกฯ จากกรณีซื้อตึก SKYY 9 แพงเกินจริง นอกจากจะหวังเชือดไก่ให้ลิงดูแล้ว ยังเป็นการเปิดทางตั้งปลัดคนใหม่แทนนายบุญสงค์ที่ยังเหลืออายุราชการ 1 ปี ซึ่งช่วงที่ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็น รมว.แรงงาน ไม่คิดย้ายปลัดในขณะตั้งกรรมการสอบเพราะยังไม่พบผิด แต่นายพงศ์กวิน เสนอเด้งออกนอกกระทรวงในขณะที่คณะกรรมการสอบหาคนผิดซื้อตึก SKYY9 ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานยังไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเก้าอี้ปลัดกระทรวงแรงงาน มักจะถูกการเมืองโยกข้ามห้วยเอาคนนอกมานั่งบ่อยครั้งโดยไม่ได้สนใจขวัญกำลังใจของข้าราชการในกระทรวงแรงงาน ที่หลายคนมีความรู้ความสามารถควรจะได้ขึ้นในตำแหน่งสูงสุดก่อนเกษียณอายุราชการ โดยมีปลัดแรงงานจากคนนอก อาทิ นายอภัย จันทนจุลกะ จากกระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กระทรวงยุติธรรม นายสมชาย ชุ่มรัตน์ กระทรวงมหาดไทย นายจรินทร์ จักกะพาก กระทรวงมหาดไทย นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การที่จะตั้งปลัดคนใหม่ข้ามห้วยมานั้น มีการมองว่า ในทางกฎหมายจะสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากการที่โยกนายบุญสงค์ เป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทางหนึ่งก็ยังถือว่าเป็นปลัดกระทรวงแรงงานอยู่ ขณะที่มีข่าวลือหนาหูว่าการจะตั้งคนนอกมาเป็นปลัดคนใหม่แทนนั้น จะทำในเร็วๆ นี้ หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ ให้โยกย้าย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะเท่ากับว่า มีปลัดแรงงานนั่งขี่กันอยู่ 2 คน หรือหากเป็นการเตรียมไว้หลังจากที่คณะกรรมการสอบหาคนผิดซื้อตึก SKYY9 ซึ่งมีกรอบการทำงาน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้ง ซึ่งจนถึงขณะนี้ผ่านมา 1 เดือนแล้วก็ยังไม่มีการประชุมกรรมการชุดดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า การตั้งใหม่สามารถทำได้ เนื่องจากตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ใช้คำว่าโอนย้าย เท่าในทางปฏิบัติ สามารถตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่า การโอนย้ายครั้งนี้เป็นการลงโทษนายบุญสงค์ โดยที่ผลสอบยังไม่ออก ก็อาจจะยิ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลในการโยกย้ายครั้งนี้
ส่วนปัญหาเพิกถอนที่ดินเขากระโดง “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีชาวบ้านในพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ยืนยันว่ามีโฉนดถูกต้องจะมีแนวทางเยียวยาอย่างไร หลังกระทรวงมหาดไทยเตรียมเพิกถอนที่ดินคืนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องตรวจสอบ เท่าที่ฟังเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มีแต่บริษัทนิติบุคคลที่ออกมาเรียกร้อง ไม่มีประชาชนเท่าไหร่เลย ก็ว่าไปตามเนื้อผ้า ท่านเสียหายก็ว่าไป เพราะเป็นที่ของหลวงตั้งแต่เริ่มต้นรัชกาลที่ 5 ท่านมอบให้ รฟท. ที่สำคัญคือพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่ออกมารองรับเรื่องในรัชกาลที่ 6 เพราะฉะนั้นสองเรื่องนี้เริ่มต้นชัดเจนอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินให้ รฟท. จึงเป็นที่ของ รฟท. ชัดเจนตั้งแต่ต้น ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาพิสูจน์ อะไรที่มาเปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์ก็ต้องมาตรวจว่า ของท่านมีความถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้คำสั่ง รฟท.ก็ต้องดำเนินการในการแจ้งความและพิจารณาเป็นรายๆ ไป สำหรับกรณีพบว่าชาวบ้านซื้อมาโดยชอบ ก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะเราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร

เมื่อถามว่า ทนายความฝั่งบุรีรัมย์อ้างว่า รฟท. ไม่มีแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน นายภูมิธรรม กล่าวทันทีว่า “ก็ไม่จริง ก็ว่าไปตามนั้น จริงหรือไม่จริง แต่ รฟท. ยืนยันว่าเขามีแผนที่แนบท้ายมาตลอด แล้วพระราชประสงค์จะต้องเอาอะไรมายืนยัน ชัดเจนแล้วว่าการที่จะมีส่วนที่แตกต่างกันไปบ้าง อยู่ตามชายขอบ ฉะนั้นพื้นที่ตรงกลางทั้งหมดเป็นพื้นที่ผิดพระราชประสงค์ ให้ไปอยู่กับกระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าฯรฟท. ไปว่ากันต่อไป ผมไม่มีอำนาจในการไปจัดการ” เมื่อถามว่า ชาวบ้านยืนยันได้โฉนดมาถูกต้อง นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ไปว่าตามศาล กระบวนการทางกฎหมายมีอยู่แล้ว ถ้าท่านดูมีทุกเรื่องเลยว่า ได้มาจริงหรือไม่ แต่ในชั้นต้นเราขีดฆ่าโฉนดทิ้งก่อนในฐานะเป็นที่หลวง ถ้าท่านคิดว่าการขีดฆ่า หรือถอนออกจากระบบทะเบียนไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิฟ้องร้องได้ ไม่ได้ห้ามเลย ถ้าฟ้องก็ว่ากับหน่วยงานของรัฐ ไม่เกี่ยวกับผม”
เชื่อว่าเรื่องเขากระโดง ยังเป็นประเด็นร้อนที่ต้องมีการพิสูจน์สิทธิทางกฎหมาย เพราะชาวบ้านที่ครอบครองพื้นที่ ก็มั่นใจในเอกสารสิทธิที่ตนถือครองอยู่ ส่วนกรมที่ดินและรฟท. ก็ต้องเดินหน้าทำตามอำนาจหน้าที่ ที่เชื่อมั่นว่าทำถูกต้อง
“ทีมข่าวการเมือง”



