นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นทั้งหมดในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวที่ลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เหตุการณ์แผ่นดินไหว และแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลต่อปริมาณการเดินทาง และบรรยากาศท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้ AAV มีรายได้จากการขาย และบริการรวม 9,820 ล้านบาท ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย EBITDA อยู่ที่ 634 ล้านบาท ลดลง 67% กำไรสุทธิ 214 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,324 ล้านบาท AAV ขาดทุนจากการดำเนินงานหลักที่ 845 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากการดำเนินงานหลัก 265 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายสันติสุข กล่าวต่อว่า บริษัทมีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (CASK) อยู่ที่ 1.83 บาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงในไตรมาสนี้ ขณะที่ CASK ไม่รวมต้นทุนน้ำมัน อยู่ที่ 1.26 บาท เพิ่มขึ้น 3% ตามจำนวนเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายด้านการขาย และบริหารที่เพิ่มขึ้น รายได้ต่อปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (RASK) อยู่ที่ 1.63 บาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่ลดลงในวงกว้าง ทั้งนี้ในไตรมาส 2 ปี 2568 TAA ให้บริการด้วยปริมาณที่นั่ง (capacity) รวม 5.9 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขนส่งผู้โดยสารรวม 4.8 ล้านคน ลดลง 3% โดยรักษาอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 82%

ทั้งนี้ TAA ได้ขยายฝูงบินด้วยการรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A321neo เพิ่มอีก 1 ลำ ส่งผลให้จำนวนเครื่องบินรวมเพิ่มเป็น 62 ลำ โดยจัดสรรบางส่วนประจำการที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการขยายเส้นทางบินในประเทศ ตามกลยุทธ์การให้บริการ 2 สนามบิน ทั้งดอนเมือง (DMK) และสุวรรณภูมิ (BKK) ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ TAA ในฐานะสายการบินที่มีเครือข่ายเส้นทางบินมากที่สุดในไทย

นายสันติสุข กล่าวอีกว่า ในไตรมาสนี้ TAA เปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่มเติม คือ ภูเก็ต-โกชิ (อินเดีย), ภูเก็ต-เมดาน (อินโดนีเซีย) รวมถึงเริ่มให้บริการเส้นทางบิน Fifth Freedom ใหม่ “ดอนเมือง-ฮ่องกง-โอกินาว่า” ซึ่งถือเป็น Fifth Freedom เเวะรับส่งที่ฮ่องกงเป็นครั้งเเรก รวมถึงเส้นทาง “เชียงใหม่-ไทเป-ซัปโปโร” ที่เป็นเส้นทาง Fifth Freedom ที่ 4 สู่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นการเปิดบินออกจากเชียงใหม่เป็นครั้งเเรก สะท้อนแผนกลยุทธ์ Fifth Freedom ที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามสำหรับครึ่งปีเเรกของปี 2568 TAA ขนส่งผู้โดยสารรวม 10.4 ล้านคน จากปริมาณที่นั่งทั้งหมด 12.3 ล้านที่นั่ง คิดเป็นอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 84%

ส่งผลให้ครึ่งปีเเรก AAV มีรายได้จากการขาย และบริการรวม 23,045 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA ที่ 3,988 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีกำไรสุทธิ 1,601 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 325 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน AAV มีกำไรจากการดำเนินงานหลักที่ 453 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากการดำเนินงานที่ 1,495 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายสันติสุข กล่าวด้วยว่า แม้ในไตรมาส 2 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายมากมาย แต่ TAA ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศไว้ได้ถึง 41% ซึ่งแรงสนับสนุนมาจากการเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ให้บริการ 2 สนามบินที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป TAA ได้ปรับแผนการขยายธุรกิจอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยลดปริมาณที่นั่งในเส้นทางที่มีการเดินทางน้อย และเพิ่มโอกาสในเส้นทางภายในประเทศและเส้นทาง Fifth Freedom ซึ่ง TAA ได้เปิดเส้นทางบินใหม่จากสุวรรณภูมิ ไปยัง บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา  และเปิดเส้นทางบินใหม่จากสุวรรณภูมิไปยัง เชียงราย และนครศรีธรรมราช เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568

นายสันติสุข กล่าวอีกว่า ครึ่งปีหลัง ยังคงเน้นการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น พร้อมรับทุกการแข่งขัน ทั้งกับสายการบินอื่น ๆ และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศในภูมิภาค โดยบริษัทได้ติดตาม และประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและนโยบายระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งที่จะสร้างผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนได้ คาดว่าแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะใกล้เคียงกับในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมขยายฝูงบินเป็น 64 ลำในสิ้นปีนี้ ปรับลดจาก 66 ลำ ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้.