ทีมข่าวเดลินิวส์ พาไปทำความรู้จัก “อนุสัญญาออตตาวา” ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) มีการลงนามกันที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2540 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2542 มีเป้าหมายคือการยุติความทุกข์ทรมานและความสูญเสียจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลก โดยประเทศที่ร่วมภาคีภายใต้อนุสัญญานี้ จะต้องไม่ใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณี โดยต้องทำลายทุ่นระเบิดในคลังภายใน 4 ปี หลังเข้าร่วม รวมถึงกำจัดทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภายใน 10 ปี นอกจากนี้ยังต้องมีบทบาทช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดให้เข้าถึงการรักษาและฟื้นฟูด้วย

แม้อนุสัญญาออตตาวา ไม่มีบทลงโทษโดยตรง แต่สามารถสร้างแรงกดดันจากประชาคมโลกคือกลไกสำคัญ การถูกประณามอย่างรุนแรงจากนานาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ เช่น International Campaign to Ban Landmines (ICBL) เสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ในเวทีระหว่างประเทศ ส่งผลต่อความสัมพันธ์และภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ, ขาดความร่วมมือจากนานาชาติ โดยเฉพาะในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฯลฯ

ปัจจุบันมีประเทศภาคีอนุสัญญานี้ 165 ประเทศ ประเทศที่ไม่เคยร่วมลงนาม คือ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อินเดีย และปากีสถาน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงภายในและยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ แม้ประเทศเหล่านี้ครอบครองอาวุธร้ายแรงในมือ ไทยและกัมพูชาลงนามในอนุสัญญาออตตาวา วันเดียวกัน คือ วันที่ 3 ธ.ค. 2540 แต่ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2541 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2543 ไทยทำลายทุ่นในคลังหมดเมื่อปี 2546 และต่อมา ได้ทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่เก็บไว้เพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยในปี 2562 รัฐบาลไทยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

ขณะที่ประเทศกัมพูชา ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2542 ซึ่งอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2544 มีบทบาทการกำจัดทุ่นระเบิดหลังสงครามกลางเมือง พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก แต่มีข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567 กัมพูชายังคงเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้ ที่ผ่านมาไทยมีบทบาทสำคัญในการทำลายทุ่นระเบิดและร่วมป้องกันลดการใช้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วย

ข้อมูลจาก ฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ระบุว่า จำนวนพื้นที่ที่เคลียร์ทุ่นระเบิดแล้วกลับคืนให้ประชาชน 99.5% เหลือพื้นที่ที่ต้องเคลียร์ประมาณ 17 ตร.กม. ใน 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาใช้ช่องทางต่างๆ เปิดรับบริจาค ด้วยข้ออ้างการกำจัดทุ่นระเบิด และสถานะในอนุสัญญาออตตาวา โดยมีหน่วยงานจากประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และให้การสนับสนุนเงินบริจาค รวมถึงมีหลายประเทศที่สนับสนุนเงินกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดในแต่ละปี ดังนี้ 1.สหรัฐอเมริกา 13,470,000 ดอลลาร์ 2.เยอรมนี 4,733,539 ดอลลาร์ 3.อังกฤษ 2,584,967 ดอลลาร์ 4.นิวซีแลนด์ 2,412,970 ดอลลาร์ 5.ออสเตรเลีย 2,325,400 ดอลลาร์ 6.สวิตเซอร์แลนด์ 2,273,486 ดอลลาร์ 7.ญี่ปุ่น 1,355,487 ดอลลาร์ 8.นอร์เวย์ 1,307,319 ดอลลาร์ 9.ไอร์แลนด์ 778,824 ดอลลาร์ และ 10.แคนาดา 140,803 ดอลลาร์ รวม 31,382,795 ดอลลาร์

สำหรับผลต่อความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านที่ ไทย “ได้” 1.ภาพลักษณ์เชิงบวก ไทยถูกมองว่าปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ลดแรงกดดันจากองค์การสหประชาชาติและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน 2.ลดความเสี่ยงต่อพลเรือน ชายแดนไทย-กัมพูชา มีชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่ใกล้เขตพิพาท การไม่มีทุ่นระเบิดช่วยลดการสูญเสีย

ผลกระทบกับไทย ในบริบทชายแดนไทย-กัมพูชา ทุ่นระเบิดเป็น “แนวป้องกันราคาถูก” ในพื้นที่ที่ยากต่อการลาดตระเวน เช่น ป่าทึบ ภูเขา กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ทำให้ยากที่ทหารไทยจะกำหนดเขตป้องกันชัดเจน กัมพูชาก็เป็นภาคี แต่ยังมีข้อกล่าวหาว่า บางพื้นที่ชายแดนยังมีทุ่นระเบิดหลงเหลือ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิด.