ในเรื่อง “ตากระตุก” โดยมีการอธิบายความว่า  ภาวะที่กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาเกิดการหดตัวหรือกระตุกขึ้นเองโดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งที่ตามปกติกล้ามเนื้อควรถูกสั่งงานจากสมอง อาการนี้อาจเกิดที่เปลือกตาบนหรือเปลือกตาล่าง และมักเกิดเพียงข้างเดียว โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเหมือนมีอะไรเต้นหรือสั่นเล็ก ๆ ที่ตา ซึ่งอาจรบกวนสมาธิหรือสร้างความรำคาญในชีวิตประจำวันได้

สาเหตุของอาการตากระตุกที่พบบ่อย สามารถแบ่งสาเหตุของอาการตากระตุกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ -เปลือกตาเขม่น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกเป็นจุดเล็ก ๆ มักเกิดเพียงข้างเดียว และไม่อันตราย สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนมาก เช่น กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง อาการในกลุ่มนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรง และมักดีขึ้นหรือหายได้เอง เมื่อปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

-ตาปิดเกร็ง อาการที่ต้องระวังมากขึ้น ตาปิดเกร็งเป็นภาวะที่รุนแรงขึ้นจากตากระตุกธรรมดา ผู้ป่วยอาจเริ่มจากการกระพริบตาถี่ผิดปกติ และอาจรุนแรงจนลืมตาไม่ขึ้น ต้องใช้มือช่วยถ่างตา ลักษณะสำคัญคือมักเกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง และอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด หากมีอาการลักษณะนี้ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

-ใบหน้าหดเกร็งครึ่งซีก ภาวะนี้นอกจากตากระตุกแล้ว อาการอาจลามไปที่แก้ม คาง หรือกล้ามเนื้อบริเวณคอ สาเหตุหลักมักเกิดจากเส้นเลือดไปกดทับเส้นประสาทบริเวณสมอง ทำให้เส้นประสาทถูกกระตุ้นผิดปกติ และเกิดการกระตุกตามจังหวะชีพจร ภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง

ตากระตุกเกี่ยวกับการโกหกจริงไหม ?

ในทางการแพทย์ อาการตากระตุกไม่เกี่ยวข้องกับการโกหกโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากบุคคลมีความเครียดสูง วิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดเหล่านี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการตากระตุกเกิดขึ้นได้

วิธีดูแลและรักษาอาการตากระตุก

ปรับพฤติกรรมเป็นอันดับแรก แนะนำให้เริ่มจากการดูแลตัวเอง ได้แก่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ลดการดื่มกาเฟอีน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากอาการดีขึ้นหรือหายได้เองจากการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

การรักษาทางการแพทย์

หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยากลุ่มคลายกังวล หรือยาช่วยให้นอนหลับดีขึ้น หรือการฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botox) เพื่อช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตา หลังการฉีดควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา การออกกำลังกายหนัก และความร้อนจัดในช่วง 1–2 วันแรก

ตากระตุกนานแค่ไหน ควรไปพบแพทย์ ?

ควรเข้าพบแพทย์หาก อาการตากระตุกเป็นต่อเนื่อง เกิน 2 สัปดาห์ มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ลืมตาไม่ขึ้น กระตุกทั้งสองข้าง มีอาการกระตุกลามไปที่ใบหน้า คาง หรือคอ

การตรวจวินิจฉัยจะช่วยแยกว่าเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้อกระตุกทั่วไป หรือมีโรคทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย อาการตากระตุกส่วนใหญ่มักไม่อันตราย และเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ความเครียด นอนน้อย หรือการดื่มคาเฟอีนมากเกินไป แต่หากอาการเป็นนานหรือรุนแรงขึ้น การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น ถือเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์ เหมือนอย่างที่หลายคนบอก ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ