น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังการรับฟังนโยบายการทำงาน จาก พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ว่า จากที่ได้รับฟังแผนงานของ เอ็นที สิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ นโยบายการสร้างสมดุลทราฟฟิกระหว่างประเทศ เนื่องจากพบว่าประเทศไทยมีทราฟฟิกเคเบิลใต้น้ำเพียง 20% อีก 80% เป็นทราฟฟิกภาคพื้นดิน จึงเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก เนื่องจาก 80% ที่เป็นภาคพื้นดินนั้นเป็นพื้นที่ชายแดน จึงมีความเสี่ยงมากเมื่อเกิดปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่เคเบิลใต้น้ำที่มีเพียง 20 % ก็ไม่เพียงพอ เพราะในภาพรวมมีเพียง 7-8 เส้น แต่ชำรุดและใช้ได้เต็ม 100% เพียง 2-3 เส้น ซึ่งเสี่ยงมากเช่นกันหากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าสิ้นสุด และอนาคตปัญหานี้อาจจะมีอีก
“การลงทุนเคเบิลใต้น้ำต้องลงทุนระดับหลายพันล้าน แต่เมื่อเทียบความมั่นคงด้านไซเบอร์จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างความสมดุล ขณะเดียวกันปัญหาจุดขึ้นบกโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ต่างคนต่างทำทั้งเส้นสงขลา 3 แห่ง และ สตูล 4 แห่ง นอกจากนี้ในพื้นที่สตูลก็ยังเป็นพื้นที่อุทยานทั้ง 4 แห่ง ทำให้กำกับดูแลไม่ทั่วถึง สร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ ดังนั้น เอ็นที จึงได้ขอรับการสนับสนุนนโยบายเพื่อจำกัดและกำหนดจุดเชื่อมต่อ ตลอดจนจุดขึ้นบกให้เหมาะสม และบริหารจัดการใบอนุญาตประเภทที่ 3 แบบเฉพาะเจาะจง โดยจะมีการนำเรื่องนี้หารือกับทาง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี อีกครั้ง”
น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเอ็นที ถือเป็นผู้พัฒนา และให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย และครอบคลุม รวมถึงยังมีสินทรัพย์ที่เป็นอาคาร สถานที่ จำนวนมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เอ็นที เมื่อเทียบกับการแข่งขันกับเอกชนโดยเฉพาะเรื่องการให้บริการโทรศัพท์มือถือนั้น สู้ไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องมองหาโอกาสว่าจะมีบริการใดบ้างที่จะทำงานให้กับภาครัฐได้ จึงต้องการให้ เอ็นที แจกแจงรายละเอียดให้ชัดอีกครั้งว่าแต่ละบริการเกี่ยวข้องกับภาครัฐ หน่วยงานไหนบ้าง เพื่อกระทรวงดีอีจะได้ดำเนินการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานรัฐนั้นๆเพื่อสร้างรายได้ให้องค์กร
สำหรับ 6 บริการที่มีศักยภาพที่ เอ็นที นำเสนอต่อ รมช.ดีอี ประกอบด้วย 1.โครงการจัดสร้างโครงข่ายสื่อสารความปลอดภัยสาธารณะ (PSMN) LTE / 4G ระยะที่ 1 แต่ยังติดปัญหารอการพิจารณาอนุมัติคลื่นความถี่ 850 MHz จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดย NT ได้ยื่นเรื่องไปเมื่อ 21 มี.ค.2569 ซึ่งอยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล โดยใช้งบลงทุน (ระยะที่ 1) 1,894.27 ล้านบาท งบทำการต่อปีที่ 362.80 ล้านบาท
2.โครงการบำรุงรักษาระบบวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่ให้ NT ทำ แต่ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงคมนาคมจะนำไปทำเองและจะจ้าง NT ทำงานต่อเนื่อง โดยโครงการนี้มีงบประมาณ 127.51 ล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา NT ได้รับงบประมาณปี 2569 เพียง 77.40 ล้านบาท
3.โครงการพัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยด้านดิจิทัล หรือ โครงการคลาวด์ภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ภาครัฐให้ความสำคัญและจะจัดสรรงบประมาณให้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของภาครัฐโดยรวม
4.นโยบายสร้างสมดุลทราฟฟิกระหว่างประเทศ และ 5.การยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่ง รมช.ดีอี มองว่า เป็นเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ
และ 6.การบูรณาการโครงข่ายและสิทธิแห่งทางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 3 และสร้างโครงข่ายแยกส่วนกัน จนเกิดความซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า และมีการใช้งานทรัพย์สินของรัฐไม่เต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.),การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ,การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ เอ็นที ดังนั้นจึงต้องการผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติให้ เอ็นที เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการโครงข่ายและสิทธิแห่งทางของรัฐแบบบูรณาการ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ



