จากกรณีนายทหาร สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้ออกจากที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมอาวุธปืนเล็กยาวและกระสุนจำนวนหนึ่ง ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย ที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา เบื้องต้นทราบว่าเป็นเพราะความเครียดนั้น

ล่าสุด วันที่ 15 ส.ค. นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์ และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุนั้น ขอให้ทางฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด แต่ถ้าพูดโดยหลักการทั่วไป ในประชาชนทั่วไปคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่มีความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด เช่น พื้นที่ที่มีความเสี่ยง พื้นที่ที่มีความขัดแย้ง หรือเป็นความรุนแรงที่รับรู้ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย หรือความรุนแรงจากความเห็นที่ขัดแย้งกัน มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงเหล่านี้นับเป็นความรุนแรงทั้งหมด คนที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ก็จะมีความเครียดสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งความเครียดนั้นก็จะนำมาสู่หลายอย่าง เช่น ปัญหาสุขภาพจิต หรืออาจจะพัฒนาเป็นความรุนแรงต่อตัวเอง ซึ่งส่วนมากก็จะพัฒนาเป็นความรุนแรงต่อตัวเอง แต่ก็จะมีส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาเป็นความรุนแรงต่อผู้อื่น

ทั้งนี้ในระยะสั้นคนที่อยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงนอกจากจะมีความเครียดแล้ว ในระยะยาวก็จะซึมซับความรุนแรงนั้น บางคนอาจจะเกิดความรู้สึกชินชา เฉยชาต่อความรุนแรง หรือบางคนอาจจะพัฒนาเป็นความรู้สึกมองโลกในแง่ลบ เช่น เห็นความรุนแรงบนโลกออนไลน์ก็จะมองว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่เลย มีแต่คนที่ก้าวร้าวใส่กัน มีแต่คนที่มุ่งมาดอาฆาตซึ่งกันและกัน เป็นต้น ก็จะวนกลับมาเป็นความเคยชินต่อความรุนแรง กลายเป็นคนที่ยอมรับความรุนแรง ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะต่อตนเองหรือกระทำต่อผู้อื่น

เมื่อถามถึงวิธีจัดการกับความรู้สึก ถ้ายังต้องอยู่กับสภาวะที่มีความรุนแรงอยู่ นพ.วรตม์ กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้หากเราอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงก็ขอให้ออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน เช่น ถ้าต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ หรือครอบครัวที่มีความรุนแรงแล้วเราสามารถออกมาจากตรงนั้นได้หรือไม่ หรือถ้ามีการเสพข้อมูลความรุนแรงผ่านสื่อต่างๆ ก็ขอให้หยุดเอาไว้ก่อน หยุดเติมความรุนแรงเข้าสู่ร่างกาย แล้วประเมินอารมณ์ความรู้สึก ความคิด พฤติกรรมของตัวเองว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น เดิมไม่ได้เป็นคนใช้ความรุนแรง ไม่ได้เป็นคนมีความคิดมุ่งมาดอาฆาตใคร ทำร้ายใคร ไม่ได้เป็นคนพูดจาร้ายกาจ หรือเกลียดชัง แต่ระยะนี้กลับมีพฤติกรรมเหล่านี้ และถ้าส่งผลต่อตัวเองและคนรอบข้างก็ต้องถามกลับว่ามาจากสาเหตุอะไร แล้วเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น ปรึกษาใครสักคนหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหากิจกรรมอื่นทำ เพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องไปอยู่ท่ามกลางความรุนแรงเหล่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากบางคนหรือบางกลุ่มคนที่มีความจำเป็นกำหนดให้ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความรุนแรง จะมีวิธีการจัดการ อารมณ์ความรู้สึกตัวเอง หรือคนรอบข้างจะสามารถช่วยเหลือกันและกันได้อย่างไร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ถ้าสถานการณ์บีบบังคับให้ยังต้องอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงนั้น ก็อาจจะต้องดูแลประเมินตัวเองอย่างใกล้ชิด รวมถึงคนรอบข้างก็ต้องช่วยกันประเมิน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นระยะ เพื่อดูแลว่า เนื่องจากความเสี่ยงมีแล้ว แต่ถ้าเริ่มแย่ลงมากจริงๆ ต้องให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อทำให้ลดผลกระทบลงได้มากที่สุด แต่อีกอันหนึ่งที่พอทำได้คือ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะไม่รับรู้หรืออยู่ในความรุนแรงนั้น เช่น ผู้สื่อข่าวที่ต้องอ่านข่าวทุกอย่างและซึมซับความรุนแรง ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ขอให้ทำกิจกรรมเสริมเพิ่มเติมบางอย่างที่รู้สึกมีความสุข รู้สึกสนุก อย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตประจำวันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องความรุนแรงเพียงอย่างเดียว และถ้าเป็นไปได้สิ่งสำคัญคือฝึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แม้คนนั้นจะมีความเห็นไม่ตรงกับเราก็ตาม ก็จะไปช่วยบาลานซ์ความรุนแรงที่มีในใจได้

เมื่อถามต่อถึงผลการดูแลสภาพจิตใจของประชาชนในพื้นที่สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง นพ.วรตม์ กล่าวว่าตอนนี้ทีม MCATT  กรมสุขภาพจิตเองก็ยังไม่ได้หยุดทำงาน แม้ว่าจะมีประชาชนกลับเข้าบ้านเรือนแล้ว เรายังมีการลงพื้นที่กระจายตัวไปยังหมู่บ้านไปตามบ้านเรือนต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟู ต้องดูแลประชาชนแบ่งเป็นกลุ่มๆ กลุ่มที่อยู่ใกล้สถานการณ์ กลุ่มกลางๆ กลุ่มที่อยู่ไกลออกมาหน่อย และกลุ่มที่เสี่ยงป่วย เป็นต้น เราก็จะไปทำกิจกรรมวัคซีนเพื่อสร้างความปลอดภัยในชุมชน สร้างระบบสอดส่องมองหา พูดคุยรับฟังกันในชุมชน โดยขอให้ประชาชนยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงจะกลับเข้าไปใช้ชีวิตประจำวันแล้ว แต่มีหลายคนที่เพิ่งประสบเหตุความรุนแรงเช่นนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตจึงยังมีผลกระทบทางด้านจิตใจ บางคนอาจจะยังไม่เกิดขึ้นทันทีอาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นเดือน 2 เดือนก็ได้เพราะฉะนั้นเราจึงต้องติดตามต่อเนื่อง และขอให้ประชาชนติดตามดูสุขภาพจิตใจของตัวเองด้วย

ส่วนผลการคัดกรองที่พบผู้มีความเครียดสูงเสี่ยงฆ่าตัวตายเกือบ 500 คน  ซึ่งผ่านการประเมินจากนักจิตวิทยา มีการเยียวยาปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นทุกคน พูดคุย ติดตามทุกคน แต่ยอมรับว่าส่วนหนึ่งต้องนำเข้าสู่การดูแลในสถานพยาบาล และมีบางส่วน ถ้ายังมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองอยู่ก็ต้องส่งเข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน ซึ่งคนที่มีภาวะเช่นนี้เราเจอได้กระจัดกระจายในทุกกลุ่มวัย แต่ที่เจอเยอะจริงๆ คือคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมาก บริเวณขอบชายแดนเพราะอาจจะมีความกังวลมากกว่าคนในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกมา.