เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ไม่หยุดนิ่ง สำหรับอดีตพระเอกดังสายบู๊ “ต้น จักรกฤษณ์” ที่ล่าสุดขอผันตัวมาลุยเส้นทางใหม่ในวัย 50 กว่า โดยมุ่งมั่นกับอาชีพนักพากย์ พร้อมเดินหน้ารับงานพากย์ซีรีส์ทุกแนว ทั้งบทบาทและคาแรกเตอร์ที่หลากหลาย รวมถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจถึงอาชีพใหม่ในรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” ถึงที่มาที่ไปและความยากของอาชีพนักพากย์

โดย “ต้น จักรกฤษณ์” เผยว่า “ผมเริ่มยึดอาชีพนักพากย์เป็นอาชีพหลักมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว แต่ต้องบอกว่าผมยังเป็นแค่เด็กฝึกงานพากย์อยู่เลยครับ ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักพากย์ เรียกว่าเพิ่งเริ่มฝึก ไม่อาจเทียบรุ่นพี่ๆ ได้ ซึ่ง 2 ปีที่เข้ามาในวงการนักพากย์ ก็สนุกทุกวัน ผมสรุปให้ฟังเลยว่าทักษะทางการแสดงที่ผมทำงานมา ไม่สามารถเอามาใช้กับงานพากย์ได้เลย เพราะเราต้องเป็นคนอื่นซ้อนคนอื่น เจ้าของงานจะเป็นคนเลือกงานให้ว่า ให้เราเป็นตัวละครตัวนั้นตัวนี้ เราก็ต้องเป็นไปตามงานที่ได้รับ ซึ่งมันยากตรงที่เราต้องปรับ Mindset ในโหมดที่เราต้องทำความเข้าใจ บางทีก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องเอาเสียงที่หนุ่มกว่านี้ ซึ่งก็ยุ่งแล้วนะ บางทีก็ต้องมีแก่กว่านี้ ฉากที่ตื่นเต้นก็ห้ามเสียงเป็นโมโนโทน มีรายละเอียดมาก พากย์ซีรีส์แบบหนึ่ง พากย์จีนก็แบบหนึ่ง เกาหลีก็แบบหนึ่ง จังหวะการพูดไม่เหมือนกัน อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงหนังจีนกำลังภายในนะครับ จีนแบบดราม่าก็จะมีอีกทำนองหนึ่ง ส่วนฝรั่งอเมริกันก็เป็นอีกแบบเลย
เมื่อถูกถามว่าได้พากย์มาทุกรูปแบบหรือยัง ผมเจออเมริกันแล้ว ผมเจอเกาหลีแล้ว ผมเจอจีนแล้ว ในห้องพากย์มาสเตอร์ ผมจะพากย์จีนเยอะที่สุด ผมจะออกแบบโดยดูความเด็กความอ่อนของตัวละคร แล้วลองใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปว่ามันจะเข้ากันไหม ต้องคิดกลับไปกลับมา อย่างเราคิดว่าตอนเช้าจะไปพากย์แบบนั้นแบบนี้ พอถึงเวลาจริงมันไม่ใช่เลย แต่ละเรื่องต้องดูตามหน้างาน ครั้งแรกที่ลงสนามพากย์เป็นฉากเบาๆ เลย เขาให้ผมลองพากย์ ‘ตี๋เหรินเจี๋ย’ เป็นฉากควบม้าเข้าไปในเมือง เขากำลังจะเอาป้ายประกาศไปติดแล้วชาวบ้านก็มุงดู ก็ต้องทำเสียงควบม้าแล้วสั่งให้หยุด พอมีความเข้าใจในการพากย์มันก็ทำได้ แต่ถึงวันนี้ผมก็ยังผิดพลาดและยังคงฝึกฝนอยู่ แรกๆ ก็จะมีพี่ๆ นักพากย์มานั่งประกบทีละคำทีละประโยค

โดยจุดเริ่มต้นในการเป็นนักพากย์ คือผมไปถ่ายเรื่อง ‘บุญชู’ ในสมัยที่หนังเริ่มเป็นแบบ ‘Sound on Film’ ถ้าใครแสดงต้องเป็นเสียงของคนแสดง ซึ่งผมดันคิดว่าเป็นงานสบายเพราะเคยทำมาแล้ว เลยอยากทำ จนมาช่วงหนึ่งถ่ายละครกับอาเกรียงศักดิ์ เหรียญทอง อาเกรียงก็บอกว่า น้องต้น เสียงมีคาแรกเตอร์มากเลย อยากเป็นนักพากย์ไหม เราก็บอกว่าอยากครับ แล้วอาเกรียงก็ชวนมาที่พันธมิตรกัน ไปนั่งอยู่เป็นเดือน แต่สุดท้ายคิวละครเยอะก็เลยต้องกลับไปถ่ายละคร ก็เลยหยุดไป จนมาตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการ เวลาว่างเยอะขึ้น ผมก็เลยโทรฯ หาอาเกรียงอีกครั้ง โชคดีที่อาเกรียงไม่เปลี่ยนเบอร์เลย (หัวเราะ) ก็เลยได้มาที่ห้องพากย์มาสเตอร์ พี่อ้อมเจ้าของห้องก็ถามว่าอยากเป็นนักพากย์จริงๆ ไหม ผมก็ตอบว่าอยากทำเป็นอาชีพเลย เขาก็เลยเชิญครับ
สำหรับอุปสรรคในการเป็นนักพากย์ คือบางคำเป็นคำที่เราพูดอยู่แล้ว แต่บางทีติดอยู่ 3-4 ชั่วโมงก็มี มันต้องควบคุมการพากย์ และต้องทำการบ้านโดยการดูซีรีส์จีนเป็นแนวทาง จากที่เราไม่ชอบดูเลย ก็ต้องมานั่งดูสารพัดอย่าง ตอนนี้ยังไม่ถึงเลเวลที่ยากๆ ทุกวันนี้ที่พากย์คือจีนแนวตั้งที่กำลังฮิตๆ อยู่ ซึ่งให้พากย์แบบยังไม่มีชื่อเรื่อง เป็นขั้นตอนการมิกซ์เสียง เป็นหมายเลขให้เราพากย์เยอะมาก เรียกว่าเป็นการปรับตัวในช่วงที่งานละครซบเซา ผมเริ่มทำตอนอายุ 55 พี่ๆ เขาก็เกรงใจว่าเริ่มตอนอายุมากแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องฝึกให้มากหน่อย อย่างพี่ยุวดีก็โทรฯ มาบอกว่าเดี๋ยวนี้ต้นเล่นโซเชียล ผมก็เลยเริ่มไลฟ์ TikTok พูดคุยกับแฟนๆ มากขึ้น”






