ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัด ว่าอาจมีการลาออกจากตำแหน่งเพื่อยุติปัญหาด้านจริยธรรม ล่าสุด “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ยังคงยืนยันความมั่นใจ ว่า สัญญาณทางการเมืองยังเป็นบวก และจะผลักดันให้ “นายกฯ” สู้จนถึงนาทีสุดท้ายเพื่อรักษาเก้าอี้บนบัลลังก์ไทยคู่ฟ้า

โดยแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย “ภูมิธรรม” เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี บอกว่า “นายกฯ อิ๊งค์” จะไม่ลาออก พร้อมย้ำถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตามหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “หลุดจากตำแหน่ง” เกมการเมืองจะเปลี่ยนทันที

แต่ “พรรคเพื่อไทย” ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยเสนอ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ขึ้นมาแทน แต่การผลักดันบุคคลนี้ให้ดำรงตำแหน่ง “นายกฯ” กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรัฐบาลกำลังเผชิญปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” ในสภา

ปัจจุบันรัฐบาลที่นำโดย “พรรคเพื่อไทย” ประกอบด้วย 11 พรรค มีเสียงสนับสนุนรวม 256 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 239 เสียง แม้จะมากกว่า 17 เสียง แต่ก็ยังถือว่าเปราะบาง เนื่องจากเกินครึ่งของสภาเพียงเล็กน้อย (248 เสียง)

แรงกดดันถัดมาคือ อำนาจต่อรองของ “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล อาจลดลงทันที หาก “นายกฯ” คนปัจจุบันต้องพ้นจากตำแหน่ง และต้องเปลี่ยนตัวบุคคล

ขณะเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลอาจอาศัยจังหวะนี้เจรจา “ดีลแลกเก้าอี้” เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตคนใหม่ เช่น “พรรคกล้าธรรม” อาจขอเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย “พรรคประชาธิปัตย์” อาจเล็งกระทรวงคมนาคม หรือ “พรรคชาติไทยพัฒนา” อาจหมายตากระทรวงศึกษาธิการ ใช่หรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในสภาฯ ยังมีปัญหาเสียงไม่มั่นคง เห็นได้จากการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่ผ่านแบบเฉียดฉิว เช่น การถอนร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือแม้แต่การเลือกตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังต้องวางแผนรับมือไม่ให้สภาล่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ “รัฐบาล” อย่างต่อเนื่อง

มีรายงานว่า “ฝ่ายรัฐบาล” เคยพยายามเจรจากับ “พรรคฝ่ายค้าน” เช่น “พรรคพลังประชารัฐ” เพื่อขอเสริมเสียงในสภา แต่ถูกปฏิเสธจาก “พล.อ.ประวิตร” วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลในปัจจุบันได้สูญเสียความชอบธรรมไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง “ฝ่ายรัฐบาล” กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้กลยุทธ์ “ซื้องูเห่า” เพื่อรักษาเสียงในสภา แม้ก่อนหน้านี้ “พรรคเพื่อไทย” จะเคยยืนหยัดด้วยภาพลักษณ์ต่อต้านการซื้อเสียง และสร้างวาทกรรม “ไล่หนูตีงูเห่า” แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กลับถูกตั้งคำถามว่าอาจกลายเป็น “ไล่หนูซื้องูเห่า” แทน

ล่าสุด มีคลิปเสียงหลุดเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อ “สส.ขอนแก่น” จากพรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่า ตนได้รับข้อเสนอเงินจำนวน “10 โล” หรือ “10 ล้านบาท” เพื่อให้โหวตสนับสนุนร่างงบประมาณปี 2569 ในวาระที่ 2 และ 3

ไม่เพียงเท่านั้น หากมีการโหวตเลือกนายกฯอีกครั้ง มีเสียงลือในวงการการเมืองว่า “ราคางูเห่า” อาจพุ่งสูงถึง “40 ล้านบาท” ซึ่งสะท้อนภาพการเมืองที่เงินสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจได้ แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึง “ศักดิ์ศรี” ของผู้แทนราษฎร และความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศต่อไป

ย้อนกลับไป “ทักษิณ” ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวถึงการบริหารเสียงในสภาว่า หากเสียงไม่พอก็ “เพิ่มคนไป เดี๋ยวก็ร้องเพลง ‘หนูเปล่านะ เขามาเอง” เช่นเดียวกับคำพูดของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่เคยกล่าวว่า การย้ายพรรคของ สส. เปรียบเสมือนการ “ย้ายงาน”

แต่ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การใช้ “งูเห่า” หรือดีลทางการเมืองเพียงเพื่อประคับประคองอำนาจทางการเมือง อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ที่ช่วยรัฐบาลยืนได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

ในระยะยาว การขาดความชอบธรรมจะกลายเป็นบาดแผลลึกทางการเมือง ซึ่งท้ายที่สุด ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในสนามเลือกตั้ง ไม่ช้าก็เร็ว.