ความรักลึกซึ้งที่มากยิ่งกว่าตอนจบของซีรีส์แบบแฮปปี้เอนดิ้งนั้นมีอยู่จริง ณ “สวนโรมีจีอัน” (Romyzian Garden) สวนขนาด 100,000 ตารางเมตร ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาฮวาบง บนภูเขาการีวังซาน เมืองจองซอน จังหวัดคังวอน ที่ ซนซินอิก ประธานบริษัท L’BESTE Group สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับภรรยาที่ป่วย โดยตั้งชื่อสวนตามนามปากกา “จีอัน” ที่ประธานซนใช้ในการแต่งกลอน ส่วนคำว่า “โรมี” เป็นชื่อเล่นของภรรยาสุดที่รัก ประธานซนออกแบบและเริ่มสร้างสวนแห่งนี้ขึ้นในปี 2011 เพราะเชื่อว่าหากภรรยาที่กำลังป่วยได้มาอยู่ในสถานที่ที่อากาศดี ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ความเจ็บป่วยที่มีอยู่จะบรรเทา ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่โรมีและจีอันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข ทั้งสองจึงอยากจะแบ่งปัน “ความรักและการเยียวยา” อย่างที่เคยได้รับจากธรรมชาตินี้บ้าง

จากสวนส่วนตัวที่มีไว้เพื่อบำบัดอาการป่วยของภรรยา ในปี 2017 ประธานซนเปิดสวนแห่งนี้ให้ผู้คนได้เข้ามาชมเพื่อเป็นสถานที่สำหรับการค้นพบตัวตนที่แท้จริงผ่านธรรมชาติ ด้วยการมอบความอบอุ่นใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะเชื่อว่าเมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมนี้ จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเยียวยา สำรวจตนเอง และมีช่วงเวลาสงบเงียบที่ให้คิดใคร่ครวญ

พื้นที่ทั้งหมดของสวนโรมี 330,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย จุดชมธรรมชาติ 23 จุด และเส้นทางเดินป่า 7 เส้นทางที่ปรับให้เหมาะกับการบำบัดด้วยธรรมชาติ ที่พร้อมจะทำให้ความเบื่อหน่ายกับชีวิตที่วุ่นวาย ทดแทนด้วยความสงบสุขท่ามกลางธรรมชาติ โดยได้รับการรับรองจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และองค์การการท่องเที่ยวเกาหลี ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ประจำปี 2021-2022 และ 2023-2024 ติดต่อกัน 2 ครั้ง

อาคารหลังแรกที่ต้อนรับผู้มาเยือนมีชื่อว่า พระคัมภีร์ไบเบิล เล่มที่ 2 แห่งชีวิต ณ ที่แห่งนี้ คุณจะได้พบกับสารฉบับแรกของสวนโรมีจีอันที่ส่งถึงผู้มาเยือนว่า “ถึงเวลาที่จะมองดูตัวตนที่แท้จริงของฉัน” ในอาคารหลังนี้นอกจากจะมีบทกวีของประธานซนในรูปแบบต่าง ๆ จัดวางอยู่แล้ว ยังมีห้อง “จีอัน อาร์ท ฮอลล์” (Zian Art Hall) ห้องขนาดย่อมสำหรับดนตรีบำบัด หรือการแสดงขนาดเล็ก ๆ มองออกไปเบื้องหน้าอาคารหลังนี้ คือสวนบนเนินเขาที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบสื่อความหมายในการสร้างแรงบันดาลใจ

“ปราสาทกาชีบอชี” หรือ “หอคอยแห่งชีวิต” เป็นแลนด์มาร์กที่ตั้งอยู่กลางสวน สร้างขึ้นจากไม้ซีดาร์แคนาดาอายุ 500-600 ปี ประติมากรรมนี้เป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรชีวิตแห่งการเกิด (สีเขียว) วัยเยาว์ (สีแดง) และความตาย (สีดำ) คำว่า “กาชีบอชี” เป็นภาษาเกาหลีโบราณแปลว่า‘คู่แต่งงาน’ นอกจากจะมีจารึกที่เหมาะสำหรับเหล่าคู่รักที่สลักอยู่ตรงฐานโดยรอบแล้ว พื้นที่รอบ ๆ ยังเป็นเสมือนหอดูดาวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของเทือกเขาโดยรอบได้แบบไม่มีสิ่งใดมาบดบัง โดยหอคอยแห่งชีวิตนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินชม 7 เส้นทางที่มีอยู่

ในเส้นทางเดินเที่ยวรอบสวนนี้ไม่ไกลจากหอคอย มีเนินเขา “โรมี จีอัน ฮิลล์” เน้นเตี้ย ๆ ที่มีรูปปั้นโลหะของสองสามีภรรยานั่งเคียงคู่กันอยู่ ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดย่อม หากเดินขึ้นไปบนเขาอีกด้านมีประติมากรรมคนเป่าฮอร์น เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าขนาดใหญ่ของผู้คนแถบเทือกเขาแอลป์  ซึ่งมีคนเป่ายืนประจำการอยู่ 2 หน่วย เว้นว่างอันกลางไว้ให้ผู้มาเยือนได้ร่วมส่งเสียงไปถึงธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมอีกหลายจุดที่ล้วนมีความหมายแฝงแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นต้นเรดวูด 3 ต้นขนาดใหญ่คล้ายตึก สื่อถึงการเกิด ช่วงวัยรุ่น และการตาย ประติมากรรมแห่งความโชคดี “บลู เบิร์ด” เป็นต้น ๆไม่เพียงเท่านั้นในช่วงฤดูร้อนพื้นที่สวนส่วนหนึ่งจะแปลงร่างเป็น “สวนดอกไฮเดรนเยียแอนนาเบลล์”  ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพที่ได้รับความนิยมจากผู้มาเยือน

นอกจากเส้นทางเดินแบบสบาย ๆ ชมสวนไปเรื่อย ๆ แล้ว หากมีเวลามากพอ แนะนำให้ลองไปเดินเส้นทางแสวงบุญหุบเขาอาระฮัน (Arahan Valley Pilgrimage Trail) ใช้เวลา 4.5 ชั่วโมง และอุทยานป่าสนกึมกัง (Geumgang Pine Forest Park) ที่จะมอบช่วงเวลาอันเงียบสงบแห่งการสำรวจกายและใจ พลาดไม่ได้กับกลุ่มหินปูนอายุ 150 ล้านปีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ท้องฟ้าแห่งออร่า” และหากอยากจะอยู่ให้นานอีกหน่อยเพื่อเก็บสะสมพลังงานบวกเพิ่ม สวนแห่งนี้มีที่พักสำหรับผู้ที่ต้องการพักค้างคืนในรูปแบบเตนท์ให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ รวมถึงมีคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นสำหรับจิบกาแฟผ่อนคลายด้วย

ในเมืองจองซอนยังมีกิจกรรมอย่างการเข้าชั้นเรียนทำอาหารเกาหลีให้ได้สัมผัสด้วย  ใกล้ ๆ กับทางรถไฟที่ถูกนำมาทำเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเรียลไบค์ มีสถาบันสอนการทำอาหารเกาหลีอย่าง “ศูนย์ถ่ายทอดรสชาติอาหารแห่งจองซอน” (Jeongseon Local Food Taste Transmission Center) ที่นี่ไม่ได้แค่สอนทำกิมจิ หรือบุลโกกิแบบที่หลายคนคุ้นเคย แต่กลับนำเอาวัตถุดิบที่มีเฉพาะท้องถิ่นในย่านขุนเขารอบ ๆ เมืองจองซอนมาเป็นองค์ประกอบหลักของเมนูอาหาร และหนึ่งในเมนูที่ทำให้เข้าถึงรสชาติแห่งจองซอนได้อย่างดีก็คือ ข้าวปั้น ที่มีพืชผักของจองซอนเป็นตัวชูโรง โดยจะต้องนักเหล่านั้นมาปรุงรสตามแต่ละชนิดก่อน จึงค่อยนำมาโปะไว้บนหน้าข้าวปั้น แล้วพันด้วยผักสีเขียวหน้าตาคล้ายกับใบกุ่ยช่ายหรือต้นหอมของไทย นอกจากเมนูนี้ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ยังมีเมนูที่พร้อมสอนให้ผู้มาเยือนอีกนับร้อย อยากเรียนเมนูไหนเปิดเลือกดูได้ตามใจชอบ

ทำอาหารเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบไปที่อื่น เพราะเพียงเดินข้ามถนนมาทางฝั่งทางรถไฟ มีสถานีรถไฟเก่าอย่างสถานีนาจอนที่วันนี้ได้รับการปรับปรุงและปลุกชีพขึ้นใหม่ในฐานะ “คาเฟ่สถานีนาจอน” (Cafe Najeon Station) อาคารสถานีขนาดย่อม ๆ ได้รับการตกแต่งให้เป็นคาเฟ่สไตล์มินิมอลแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น มีภาพความทรงจำของสถานีรถไฟเก่าที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนจัดวางไว้ตามมุต่าง ๆ สายแชะแล้วแชร์มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง เพราะมีมุมถ่ายรูปให้หลากหลาย ทั้งเก้าอี้นั่งด้านหน้าที่มีเพื่อนนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ ไปจนถึงนายสถานีที่ยังยืนเรอตรวจตั๋ว และหากอยากได้บรรยากาศมาสถานีรถไฟเก่าเพิ่มขึ้นอีกนิด ก็มีชุดนายสถานีรุ่นต่าง ๆ ให้ใส่ถ่ายรูป พร้อมคอสตูมอย่างกล้องถ่ายรูปโบราณ  หรือกระเป๋าสไตล์เรโทรให้ย้อนยุคกันให้สุดด้วย

มาถึงจังหวัดคังวอนแล้วจะเลยผ่านรีสอร์ทขนาดใหญ่ยอดฮิตโดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวอย่าง “ไฮวัน รีสอร์ท” ไม่ได้ เพราะแม้จะไม่ใช่ห้วงเวลาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่พักผ่อนพร้อมตอบโจทย์สำหรับการฮีลกายและใจได้ด้วย ไม่ใช่แค่ขุนเขาและป่าไม้ที่โอบล้อมอยู่ แต่รีสอร์ทเองก็มีกิจกรรมอย่างคลาสเรียนชงชา กิจกรรมบำบัดด้วยเสียง โยคะ และไฮไลท์ที่แนะนำให้ลองเข้าร่วมอย่างคลาสปรุงน้ำหอม ที่นำกลิ่นผลผลิตจากธรรมชาติของเกาหลีมารวมไว้ให้ได้ผสมตามสไตล์ของแต่ละคน ว่ากันว่ากลิ่นที่รวมเข้าด้วยกันนี้จะช่วยเรื่องการผ่อนคลายจิตใจ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่นี่มี “วอเตอร์ เวิลด์” สวนน้ำขนาดใหญ่พร้อมต้อนรับ

อธิชา ชื่นใจ