โดยเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่คนไทยไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อหน่วยทหารพรานร้อย.ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย
เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดสะท้อน “เขมรคบไม่ได้” ซ้ำเข้าไปอีก ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่ง่อนแง่นมาตั้งแต่ในอดีตโดยเฉพาะระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั้นถือว่าเข้าขั้น “เสื่อมถอย” ลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปะทะมานานนับปีๆแล้ว ไม่นับรวมสงครามการยิงต่อสู้กันในอดีต แต่ในปัจจุบันโลกโชเซียลเกิดการปะทะกันมาตลอดกับการที่คนเขมรชอบเคลมมรดกไทย ตั้งแต่ยุคโบราณมาเป็นของตัวเอง
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพิจารณากันตามรูปการณ์แล้ว มั่นใจได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จะไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว โดยเฉพาะความรู้สึกของคนไทยที่จะไม่มีความรู้สึกเมตตาใจดีกับคนกัมพูชาอีกต่อไป จนอาจจะถึงขั้นจงเกลียดจงชัง จากพฤติกรรมของผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ทำกับไทยได้อย่างเจ็บแสบ แถมความเกลียดชังนี้ยังส่งผลไปถึง “ตระกูลชินวัตร” ที่คนไทยต่างรู้กันดีว่ามีความสนิทสนมกับ “ฮุน เซน” มายาวนาน และเข้าไปมีผลประโยชน์ทำธุรกิจกันตั้งแต่สมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปฏิกิริยาคนในประเทศไทยตั้งแต่ “คลิปหลุด” การสนทนาระหว่าง “หลานอิ๊งค์” กับ “อังเคิลฮุน” ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม กำลังเจอเรื่องภาวะผู้นำ ซ้ำเติมเข้าไปอีกจนเป็นปัญหาลุกลามกลายเป็นการสู้รบตามแนวชายแดน ทำให้ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจในตัวรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ถอยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีราคาเกิดดราม่าในโชเชียถาโถมตามมาว่า “ขายชาติ”
นาทีนี้หากพูดกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ มั่นใจได้เลยว่าไม่มีทางกลับมาเป็นปกติ “ต่างคนต่างอยู่” ความช่วยเหลือต่างๆที่เคยให้กันมาต้องระงับ เพราะพิจารณาแล้วกัมพูชาไม่ได้มองไทยเป็นมิตร ขณะที่ปัญหาในประเทศเวลานี้ คือ คนไทยไม่ไว้ใจรัฐบาล และตัวผู้นำประเทศ จึงยากที่จะทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อยกแผ่นดินหนีจากกันไม่ได้ ตอนนี้ทางออกที่ดีที่สุดคือ“ต่างคนต่างอยู่”.



