กระแสความสนใจในแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลการค้นพบชิ้นส่วนหินโบราณจำนวนมากกลางพื้นที่นา บ้านหนองบัวโล๊ะ ต.หนองบัว อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่เรียกบริเวณดังกล่าวว่า “ปราสาทหนองแท่น” และมีข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นซากโบราณสถานศิลปะขอมอายุกว่าพันปีที่ยังไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างเป็นทางการ
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกปรับสภาพเพื่อใช้ทำการเกษตรตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนเกิดข้อกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อร่องรอยมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 นายรณภพ บุตรสยาตรัส นายอำเภอศีขรภูมิ พร้อมด้วยพระอธิการวิฑูรย์ วรธรรมโม เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองบัวโล๊ะ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่มีการค้นพบวัตถุโบราณเบื้องต้น เพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด

จุดที่พบวัตถุโบราณอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ห่างจากชุมชนราว 500 เมตร ปัจจุบันเป็นพื้นที่นาที่ได้รับการปรับสภาพเพื่อเพาะปลูกข้าวแล้ว โดยบริเวณคันนาพบก้อนศิลาแลงและแผ่นหินจำนวนหลายชิ้นถูกนำมากองรวมกันไว้
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าหินบางส่วนมีลักษณะคล้ายวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโบราณสถาน ขณะที่บางชิ้นเป็นแท่นศิลาแลงรูปทรงสี่เหลี่ยม มีร่องและหลุมตรงกลาง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของศาสนสถานในอดีต อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหลักฐานการทุบทำลายหรือขุดค้นเชิงลึก โดยคาดว่าเจ้าของพื้นที่เพียงนำหินที่พบจากการปรับหน้าดินมากองไว้บริเวณขอบแปลงนา

นายรณภพ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าหินที่พบเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานหรือมีอายุอยู่ในยุคสมัยใด จำเป็นต้องรายงานข้อมูลต่อจังหวัดและประสานหน่วยงานด้านโบราณคดีเข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
ด้านตัวแทนท้องถิ่นระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนที่ครอบครองมานานกว่า 10 ปี โดยก่อนหน้านี้ไม่มีใครทราบว่าภายในอาจมีโบราณวัตถุหรือร่องรอยโบราณสถาน เนื่องจากพื้นที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ส่วนการปรับพื้นที่ครั้งล่าสุดเป็นเพียงการเกลี่ยหน้าดินเพื่อทำนาเท่านั้น

ขณะที่พระอธิการวิฑูรย์ เปิดเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เริ่มต้นจากกลุ่มผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณสถานในภาคอีสาน ซึ่งใช้ข้อมูลพิกัดดาวเทียมตรวจสอบพื้นที่ ก่อนเข้ามาสำรวจและพบศิลาแลง หินทราย และแท่นหินที่มีลักษณะคล้ายองค์ประกอบของศาสนสถานโบราณ จึงนำข้อมูลเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป.


