สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่า ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เห็นชอบในหลักการต่อข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะเปิดทางให้รัฐบาลริยาดสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ เพื่อใช้ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
แม้การเจรจาร่างข้อตกลงดังกล่าวเสร็จสิ้นตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 แต่ยังต้องรอการลงนามอย่างเป็นทางการจากทรัมป์ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีชัดเจนมากนักจากผู้นำสหรัฐ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเผชิญการคัดค้านจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ซึ่งต้องให้ความเห็นชอบตามกฎหมาย อีกทั้งสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การสรุปข้อตกลงล่าช้า
The Trump administration has drafted a nuclear cooperation agreement with Saudi Arabia that would allow the kingdom to enrich uranium for its civilian nuclear program.
— Clash Report (@clashreport) July 18, 2026
The deal is complete but has not yet been signed by President Trump or sent to Congress.
The proposal is… pic.twitter.com/yjVypJUAVJ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าจับตาว่า ร่างข้อตกลงไม่ได้กำหนดให้ซาอุดีอาระเบียต้องปฏิบัติตามมาตรการตรวจสอบเพิ่มเติมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลด้านการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยกระบวนการกำกับดูแลจะเป็นการตกลงกันโดยตรงระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลริยาด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายในสหรัฐมีความวิตกกังวล
นอกจากนี้ ข้อตกลงยังเปิดโอกาสให้ซาอุดีอาระเบียสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการแปรรูปพลูโทเนียมในอนาคต ซึ่งแม้จะใช้ในโครงการนิวเคลียร์พลเรือนได้ แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นกัน จึงยิ่งเพิ่มความวิตกว่า ซาอุดีอาระเบียอาจเข้าใกล้การครอบครองศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ซาอุดีอาระเบียพยายามผลักดันโครงการนิวเคลียร์พลเรือนมานานหลายปี โดยเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรี ทรงเคยประกาศว่า หากอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซาอุดีอาระเบียก็จะดำเนินการในแนวทางเดียวกัน
ดังนั้น หากข้อตกลงได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการจากทรัมป์ จะถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล
เนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลมีจุดยืนมาโดยตลอดว่า ไม่ต้องการให้ประเทศใดในตะวันออกกลางมีศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่อาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แม้จะอยู่ภายใต้โครงการพลเรือนก็ตาม โดยเกรงว่าจะกระทบต่อดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาค.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



