กรณี นายอัครวิชญ์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเอกชน 2 แห่ง เข้าแจ้งความ สน.บางรัก ดำเนินคดีกับอดีตนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ขณะบวชเป็นพระสงฆ์ ได้เข้าไปในบริษัทและนำสมุดเช็ค เอกสารสำคัญไป มีภาพวงจรปิดเป็นหลักฐาน จึงจะดำเนินคดีในข้อหา บุกรุก ลักทรัพย์ ตำรวจ สน.บางรัก รับแจ้งความ
สำหรับคดีนี้บริษัทที่เป็นผู้ร้องทุกข์เป็นบริษัทของภรรยา และลูกของอดีตรอง ผบ.ตร. ผู้ก่อเหตุ และอดีตรอง ผบ.ตร.คนดังกล่าวได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในส่วนผู้แจ้งได้ส่งเอกสารหลักฐานได้ส่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว แต่ผลอย่างเป็นทางการไม่ออกมา โดยเกรงว่าจะอิทธิพลแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม นั้น
‘อดีตรองผบ.ตร.’ ถูกแจ้งจับบุกลักทรัพย์ ส่งวงจรปิดพิสูจน์ยังไร้ผล-หวั่นแทรกแซง
ด่วนสึกแล้ว! ‘อดีตรอง ผบ.ตร.’ เดือดสลัดผ้าเหลืองบุกโรงพักแจ้งจับ ‘เมีย’ ยักยอกทรัพย์
แจ้งจับ “อดีตรอง ผบ.ตร.” ห่มจีวร บุกลักทรัพย์สมุดเช็ค-เอกสารสำคัญ 2 บริษัท
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 68 นายอัครวิชญ์ เนติพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเอกชน 2 แห่ง ได้ยื่นเอกสารสอบถามความคืบหน้าคดีวินัยร้ายแรง ของ อดีตนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ที่สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ หลังพบว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งลงโทษออกมาแต่อย่างใด
นายอัครวิชญ์ กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 94 ระบุว่า หากข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง จะต้องมีการสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันออกจากราชการ หากพ้นกำหนดนี้ไปแล้ว จะถือว่าหมดสิทธิเอาผิดทางวินัย
“ในกรณีนี้ อดีตนายตำรวจ ได้เกษียณอายุราชการมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2565 หมายความว่า กำหนดเวลาที่กฎหมายให้สั่งลงโทษจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้ หากยังไม่มีคำสั่งออกมา คดีวินัยร้ายแรงดังกล่าวก็จะสิ้นสุดไปโดยอัตโนมัติ ถึงแม้โทษสูงสุดถึงขั้นถอดยศ หากยังเงียบอยู่ คดีนี้จะปิดฉากแบบไม่มีใครรับผิดชอบ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ” นายอัครวิชญ์ กล่าว.



