เหลืออีกเพียง 2 วัน ก็จะถึงช่วงเวลาที่ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) นัดไต่สวน น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  ในคดีคลิปเสียงการสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน  ประธานวุฒิสภากัมพูชา  เพื่อให้ถ้อยคำ และให้ตุลาการศาล รธน.ได้ไต่สวน ซักถามในคดีดังกล่าว 

จากการให้สัมภาษณ์ของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา  ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ระบุว่า “…เห็นท่านบอกว่า จะไปศาลด้วยตัวเอง เพราะตรงกับวันคล้ายวันเกิดพอดี ซึ่งก็ไม่ได้พูดคุยถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ เนื่องจากในส่วนของคดีความ ทางนายกฯ มีทีมทนายดูแลอยู่แล้ว ทุกคนในพรรคก็ทำได้เพียงให้กำลังใจ…” ซึ่งหลายฝ่ายลุ้นกันว่า ในวันไต่สวนศาล รธน. จะให้มี การถ่ายทอดภาพและเสียง ออกมาจากห้องพิจารณาหรือจะให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังการไต่สวนด้วย  แต่ไม่ให้มีการถ่ายทอดสดออกมา  ซึ่งถ้าหากสื่อมวลชนเข้ารับฟังได้ อาจจะเป็น การเพิ่มแรงกดดัน ให้หัวหน้ารัฐบาล  หากถูกไต่สวนและซักถาม  แล้วไม่สามารถทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นได้   เพราะต้องยอมรับเวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง  ผลบวกและผลลบจะเกิดขึ้นกับความสามารถของนายกฯ ล้วนๆ

ขณะที่หลายคนคาดเดาถึงบทสรุปที่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาล รธน. คือ 1.หาก น.ส.แพทองธาร รอด ศาล รธน.วินิจฉัยไม่มีความผิด  ก็เดินหน้าทำงาน ในฐานะผู้นำรัฐบาลต่อไป  แต่ก็ยังต้องต่อสู้กับวิกฤติศรัทธา  เพราะผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ ก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา  มาจากศึกสองตระกูล “ชินวัตร-ฮุน เซน” 2.หาก “น.ส.แพทองธาร” หลุดออกจากตำแหน่ง ชื่อก็จะตกอยู่ที่แคนดิเดตของพรรค พท.คนต่อไปคือ “นายชัยเกษม นิติสิริ” อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) แต่ก็ต้องมาดูว่า พรรค พท. จะคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ได้ทั้งหมดหรือไม่

โดยพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงในสภาแบบเป็นทางการประกอบด้วย พรรค พท. 140 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง พรรคกล้าธรรม (กธ.) 25 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 25 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 3 เสียง พรรคไทรวมพลัง (ทร.)  2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.)  1 เสียง และพรรคไทยก้าวหน้า (ทกน.) 1 เสียง  แต่พรรคประชาชน (ปชน.) และภูมิใจไทย (ภท.)  อาจเดินเกม ตั้งรัฐบาลแข่ง โดยเฉพาะข้อเสนอของพรรคสีส้ม  ที่พร้อมสนับสนุนพรรคการเมือง ให้เป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล  ถ้ารับข้อเสนอให้มีการยุบสภาโดยไม่เข้าร่วมฝ่ายบริหาร 

แต่ในที่สุดคงต้องรอดูการตัดสินใจของ “น.ส.แพทองธาร” จะยังเดินหน้าไปจนถึงวันที่ศาล รธน. จะนัดวินิจฉัย ในวันที่ 29 ส.ค.หรือไม่  เพราะการเมืองไทย ไม่มีอะไรแน่นอน  เพราะอาจมีปัจจัยบางอย่างทำให้เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้ตลอดเวลา

อีกปมร้อนกรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอใน จ.สงขลา ให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา โดย นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์กรณีทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอใน จ.สงขลา ให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ไม่เป็นความจริง โดยวานนี้ตนมีภารกิจ 3 งาน ก็ไม่ได้ ลงนามหนังสือ คำสั่งดังกล่าว ซึ่งมีข้อสังเกตการออกหนังสือให้นายอำเภอ ต้องออกจากที่ทำการปกครองจังหวัด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ชอบธรรม และเป็นข้อมูลไม่ได้ช่วยพัฒนาจังหวัด 

ซึ่งต้องให้หน่วยงานที่ออกหนังสือตรวจสอบว่า มีการปลอมแปลง หนังสือคำสั่งฉบับดังกล่าวหรือไม่ และใครเป็นคนออก ส่วนลายเซ็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหมือนลายเซ็น ตนจริง ๆ นั้น เมื่อตนไม่ได้เซ็น ก็ถือว่าเป็นโมฆะ จะให้สมบูรณ์ก็ต้องให้ตนรับรองว่า สั่งดำเนินการจริง ส่วนจะดำเนินคดีหรือไม่ ต้องดำเนินการ ตามระบบราชการ ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบได้ทันที โดยให้รองผู้ว่าฯ ที่รับผิดชอบหน่วยงานไปตรวจสอบแล้ว แต่ผู้ที่เคยปฏิบัตินำการปฏิบัติงานที่เคยทำไปทำหนังสือก็ได้ แต่วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีที่ตนปฏิบัติ และวิธีปฏิบัติแบบนี้ ขึ้นอยู่กับบุคคล 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ “นายโชตินรินทร์ เกิดสม” ผวจ.สงขลา ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนามหรือออกคำสั่งในเอกสาร ให้นายอำเภอทั้ง 16 แห่ง ใน จ.สงขลา เวียนมาอำนวยความสะดวกแก่ นายเดชอิศม์ ในฐานะ มท.3 ทุกสัปดาห์ พร้อมยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม

ทั้งนี้ มีการแชร์ข้อความในกลุ่มไลน์ของ ปลัดอำเภอ (ฝ่ายปกครอง) จ.สงขลา ที่มีนายอำเภอในจังหวัดสงขลา หลายคน ยืนยันว่ามีการสั่งการจริง โดยปลัดจังหวัดสงขลา แจ้งเรื่องดังกล่าวในวันที่ 6 ส.ค. ว่า “เรียนนายอำเภอ ทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีดำริให้แต่ละอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3 ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์” โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามลำดับอำเภอดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ 15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง ข้อความในกลุ่มไลน์ดังกล่าวยังแจ้งให้นายอำเภอคลองหอยโข่ง ช่วยประสานกำหนดการแต่ละสัปดาห์ ให้แต่ละอำเภอทราบทางกลุ่มไลน์นี้ด้วย  โดยมีนายอำเภอเข้ามาตอบหลายคนว่า “รับทราบ”

ขณะที่ “นายเดชอิศม์ ขาวทอง” รมช.มหาดไทย และ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตำแหน่งเป็นเพียง “หัวโขนชั่วคราว” ขอยึดการทำงานเป็นหลัก ไม่ชอบการจัดพิธีต้อนรับอย่างเอิกเกริก เว้นแต่มีข้อราชการจำเป็นต้องมาหารือ พร้อมระบุว่า ไม่เคยสั่งให้ใครมาต้อนรับ ไม่เคยขอกาแฟจากใคร ขอเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก็พอ 

เรื่องนี้คงต้องรอ ปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไร  เพราะข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กับข้อมูล ในกลุ่มไลน์ ของปลัดอำเภอ (ฝ่ายปกครอง) จ.สงขลา ไม่ตรงกัน กรณีให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย (มท. 3)

ส่วนปัญหาการเพิกถอน ที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ นั้น  สำหรับการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด 5,083 ไร่นั้น  โดยดีเอสไอได้รับข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะแผนที่เดิมทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว อย่างแผนที่ของการรถไฟ พ.ศ. 2465 (แผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ.) ด้วยอัตราส่วน 1:4000 จากนั้นทางส่วน แผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ  ดีเอสไอจะจัดทำแผนที่จำลองภาพถ่ายดาวเทียมในอัตราส่วนขนาดเดียวกันขึ้นมา เรียกเต็ม ๆ ว่า “แผนที่การจัดซื้อที่ดินประกอบพ.ร.ฎ.มาซ้อนทับกับภูมิประเทศในปัจจุบัน” เพื่อใช้เทียบมาตราส่วนกับแผนที่ปัจจุบัน ซึ่งศาลปกครองได้มีการเสนอไปแล้ว และ โฉนดที่กรมที่ดิน ออกให้ อาทิ โฉนดที่ดิน น.ส.3 หรือแม้กระทั่งบางพื้นที่ที่ยังไม่มีเอกสาร หรือการครอบครอง จะได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง

และจะเห็นว่าขอบเขตของ พื้นที่ของ รฟท. เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะใช้ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 19-22 ส.ค.นี้ ในการเข้าพบเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กับพื้นที่ของ รฟท.  เพื่อขอข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีว่าคนกลุ่มใดเป็นผู้ถือครอบครองพื้นที่ของ รฟท. มากที่สุด หรือ ในสัดส่วนอย่างไร นั้น ก็จะต้องตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะมีข้อมูลในสารบบที่ดิน จำนวน 995 แปลง และรวมไปถึง ประเด็น 12 หน่วยงานราชการ ที่มีที่ตั้งในพื้นที่พิพาทดังกล่าวด้วย จากนั้นภายใน ช่วงสิ้นเดือน ส.ค. เตรียมประมวลเรื่องเสนออธิบดีดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

ด้าน “นายภูมิธรรม  เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้มอบอำนาจให้ “นายภาคิน จินาภักดิ์” ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ยื่นร้องเรียน มรรยาททนายความ นายทิวา การกระสัง ต่อคณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ จากกรณีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่อง ที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 โดยนายทิวา ได้ใช้ถ้อยคำและพฤติกรรม ที่ข่มขู่ ก้าวร้าว แสดงความคิดเห็นหยาบคาย ขาดจริยธรรม อันเป็นการผิดมรรยาททนายความ  โดยยืนยันไม่ใช่การฟ้อง เพื่อปิดปากอย่างแน่นอน เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิ ขอย้ำว่าบุคคลที่เป็นทนายความจะต้องใช้คำพูด หรือแสดงพฤติกรรมอะไรจะต้องพึงระวังมากกว่าบุคคลทั่วไปด้วย

คงต้องรอดู การลงพื้นที่ ของดีไอเอส  จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง  เพราะชาวบ้านและผู้ครอบครองพื้นที่บริเวณเขากระโดง  ก็ยืนยันว่า ได้ถือครองเอกสารสิทธิ อย่างถูกต้อง ซึ่งในทางกฎหมายต้องหักล้างกันอย่างเต็มที่ 

ทีมข่าวการเมือง