เมื่อเวลา10.00 น. วันที่ 19 ส.ค. ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ร่วมงานแถลงข่าว “ความก้าวหน้าความร่วมมือการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย โดยมี นายกลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย น.ส.ตรีนุช สันติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

รศ.นพ.สุภนิติ์ กล่าวถึงความเป็นมาและความคืบหน้าของความร่วมมือ สถานการณ์การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ การบริจาคอวัยวะ การปลูกถ่ายอวัยวะ ว่า สถานการณ์การบริจาคอวัยวะและการปลูกถ่ายอวัยวะ ในปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะทุกอวัยวะมากถึง 7,486 ราย แต่ในปี 2567 มีผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพียง 946 ราย จากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต จำนวน 436 ราย และผู้รอการปลูกถ่ายอวัยวะเสียชีวิตระหว่างการรอการปลูกถ่าย 166 คน หรือ ทุกสัปดาห์จะมีผู้เสียชีวิต 3 คน ในขณะเดียวกันมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตทั้งหมด 1,765,217 คน

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะซึ่งเป็นหน่วยงานมีหน้าที่รับลงทะเบียนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตรวมทั้งรับลงทะเบียนและจัดสรรอวัยวะให้กับผู้รอรับอวัยวะทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ และรณรงค์การบริจาคอวัยวะแก่วงการแพทย์และสาธารณชนโดยทั่วไป

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ร่วมมือกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในการรับลงทะเบียนแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะผ่านการทำบัตรประชาชนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 โดยข้อมูลจะทำการบันทึกในระบบและในชิพของบัตรประชาชน

แต่ปัจจุบัน มีผู้แสดงความจำนงไม่มากนัก ศูนย์รับบริจาคอวัยวะจึงได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกโดยร่วมกับอาสาสมัคร 2024 และอาสากาชาด ออกบูธให้ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องการบริจาคอวัยวะให้แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในกรุงเทพฯ เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

โดยนำร่องออกบูธ ณ สำนักงานเขตสายไหมเป็นแห่งแรก ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วจำนวน 35 เขต และจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นครบทั้ง 50 เขตภายในปี 2568

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก กทม. ดำเนินการปรับปรุงระบบการรับบริจาคอวัยวะ โดยขอความร่วมมือสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนประชาชนผู้ที่เข้ามาติดต่องาน ณ สำนักงานเขต ร่วมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นการสร้างบุญกุศลเป็นมงคลต่อชีวิตตนเอง และอาจจะได้ช่วยต่อชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังรอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะ

“การบริจาคอวัยวะและดวงตานั้น ผู้บริจาคควรจะบรรลุนิติภาวะแล้ว และควรมีอายุไม่เกิน 65 ปี เนื่องจากอวัยวะต่างๆ จะเสื่อมสภาพลงตามวัย โดยอวัยวะที่จะนำมาใช้ต่อได้นั้นจะมาจากผู้ป่วยที่มีภาวะแกนสมองตาย แต่ทั้งนี้ ก่อนที่แพทย์จะนำไปส่งต่อให้ผู้ป่วยรายอื่นนั้นจะมีการขอความยินยอมจากญาติของผู้ป่วยอีกครั้ง”

ด้าน นายชัชชาติ กล่าวว่า ใน 50 สำนักงานเขต ได้มีป้ายประชาสัมพันธ์ การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะผ่านการทำบัตรประชาชน ในใบลงทะเบียนขอทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้เพิ่มช่องระบุว่าประสงค์หรือไม่ประสงค์บริจาคอวัยวะให้สภากาชาดไทย ส่วนกรณีที่ไม่ได้ติดต่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชน สามารถสอบถามความสนใจในการบริจาคอวัยวะ ถ้าต้องการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะสามารถเพิ่มข้อมูลในระบบข้อมูลผู้บริจาคอวัยวะในทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน และ เผยแพร่สื่อวีดีทัศน์ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยบนโทรทัศน์ระหว่างที่ประชาชนรอติดต่องาน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

“มีหลายคนที่กำลังรอรับการบริจาคอวัยวะ เป็นเรื่องที่มีผลกับคุณภาพชีวิต สำคัญต่อชีวิตของผู้เจ็บป่วย ถ้าเราสามารถให้มีผู้บริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้นได้จะดีมาก ใน กทม. พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เกือบ 20,000 คนต่อปี มีที่ก้านสมองตายก็บริจาคได้ แต่อยากให้เจ้าตัวบริจาคเอง โดย กทม. เรามีส่วนสำคัญเป็นตัวเชื่อมข้อมูลจากการทำบัตรประชาชน ซึ่งจะมีข้อมูลว่าบริจาคอวัยวะหรือไม่ การให้ประชาชนมีความเข้าใจในการบริจาคอวัยวะจึงสำคัญมาก การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจนและให้ความสะดวก มีส่วนให้มีผู้บริจาคเพิ่มมากขึ้น ยังมีความเชื่อหลายอย่างที่คนยังกลัวว่าบริจาคไปชาติหน้าเกิดมาจะไม่มีอวัยวะ ถ้ามีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจากคนที่ประชาชนเชื่อถือ จะทำให้คนเข้าใจว่า จริงๆ แล้วร่างกายไม่ใช่ของเราตายไปก็ไปเผา ถ้าบริจาคจะมีประโยชน์มากกว่า มีสิ่งดีๆ กลับคืนมามากกว่าด้วย“ ผู้ว่าชัชชาติ กล่าว

ขณะที่ นายกลินท์ ได้กล่าวขอบคุณในความร่วมมือ ระหว่าง กทม. สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และกลุ่มอาสาสมัคร 2024 พร้อมเชิญชวนประชาชนให้ร่วมบริจาคอวัยวะและดวงตา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะรวมถึงยังสามารถลดอัตราการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยได้.