เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงข้อสงสัยว่าเหตุใดแผ่นดินไหวที่อิตาลีขนาดแค่ 4.7 แต่ทำให้อาคารหลายหลังเสียหายได้ว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของอิตาลี เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา มีขนาดเพียง 4.7 ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่มาก แต่กลับสร้างความเสียหายให้อาคารหลายหลังได้ จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อยู่ในเขตเมือง Pozzuoli ทางทิศตะวันตกของเมืองเนเปิลส์ พื้นที่ในแถบนี้ ยังเป็นแอ่งภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ

ดังนั้นสาเหตุที่อาคารเสียหาย จึงคาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ คือ 1.แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ความลึกเพียง 3 กม. ซึ่งถือว่าตื้นมาก เทียบกับแผ่นดินไหวทั่วไปที่มักเกิดที่ความลึกมากกว่านั้น ด้วยความที่ระยะตื้นมาก พลังงานจากคลื่นแผ่นดินไหวถูกลดทอนน้อย การสั่นไหวที่ผิวดินจึงรุนแรงมาก

2.จุดเกิดเหตุอยู่ในบริเวณแหล่งชุมชนหนาแน่น จึงกระทบต่ออาคารและประชาชนมาก 3.อาคารส่วนใหญ่ไม่ได้พังทั้งหลัง แต่ส่วนที่พังทลายคือ เปลือกและผนังอาคารที่แตกหักและร่วงลงมา โดยเฉพาะอาคารและโบสถ์เก่าที่ก่อสร้างจากอิฐหรือปูนปั้นไม่เสริมเหล็ก (Unreinforced masonry) จึงเปราะ แตกหัก และพังทลายได้ง่าย นอกจากอาคารพังทลายแล้ว ยังพบหินถล่มด้วย

4.แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากรอยเลื่อนธรรมดา แต่เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในเขตภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ ใต้พื้นดินยังมีแมกมาหรือแก๊ส หรือของเหลวร้อนอยู่ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ bradyseism ดันให้พื้นดินยกและทรุดตัวแบบไม่สม่ำเสมอมาเป็นเวลานาน บางจุดยกสูงถึง 1.6 ม. ก็อาจทำให้อาคารบางส่วนสะสมรอยแตกร้าวหรือเสียมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเจอแผ่นดินไหวคราวนี้ จึงพังลงมา

และ 5.พื้นที่แถบนี้ ยังมีกลุ่มแผ่นดินไหวสะเทือน (seismic swarm) ต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเป็นเขตภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ อาจมีส่วนทำให้อาคารแตกร้าวเสียหายจากแผ่นดินไหวก่อนหน้าอยู่แล้วด้วย.