เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเรือพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีหลักฐานเป็นวิดีโอการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 รัฐบาลจะดำเนินการต่ออย่างไร ว่า เราทำทั้งสองอย่าง โดยในแง่ของชาวโลก เราก็เผยแพร่ออกไปให้สังคมได้รับทราบว่า ในห้วงเวลาดังกล่าว แม้รัฐบาลจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิงก็ตาม แต่กำลังพลหน้างานในพื้นที่ยังปฏิบัติการยั่วยุ ฝ่าฝืน และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แสดงว่าหากกัมพูชามีความจริงใจ ก็แปลว่า ทหารเขาไม่มีวินัย ซึ่งตอนนี้ตัวเองขอมองอย่างนั้นก่อน แต่หากพิสูจน์ได้ว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ก็จะต้องว่ากันอีกที
ส่วนอีกเรื่องที่ทำ คือคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ที่ควบคุมเรื่องทุ่นระเบิดที่มีคณะกรรมการใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ซึ่งเรามีผู้แทนถาวรจากกระทรวงการต่างประเทศอยู่ที่นั่น ก็จะคอยติดตามอยู่ โดยจะมีการประชุมประมาณช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งมีสื่อบางสำนักนำเสนอว่า ตนบอกว่าให้รอถึงช่วงเดือนดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะนั่นคือกลไกหนึ่งซึ่งเป็นกลไกหลัก โดยตนได้รับทราบจากกระทรวงการต่างประเทศ ว่าคณะกรรมการใหญ่ได้ขอหลักฐานเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ฉะนั้นเราก็จะส่งหลักฐานไปประกอบ
ส่วนรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นประธาน เราก็จะติดต่อให้ลงมาดูก่อนที่จะถึงการประชุมใหญ่ ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ตอบรับ แต่กำลังรอขั้นตอนอยู่ว่าจะลงมาเมื่อใด ขณะที่กลไกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เราก็พยายามพูดคุย ทั้งนี้ ด้วยข้อมูลข่าวสาร สภาพสังคม สภาพแวดล้อม ก็น่าจะกดดันทางกัมพูชาได้มากพอสมควร และในการประชุมจีบีซีรอบหน้า เราก็จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกว่า เรื่องกับดักทุ่นระเบิดจะทำอย่างไร
พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า สิ่งที่กลไกจีบีซี และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) มีนโยบายคือการใช้กลไกของศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ที่เป็นกลไกของอาเซียนจัดการ ส่วนประเทศอื่นถ้าจะมา ก็ขอให้เป็นลักษณะของการบริจาค หรือ สนับสนุนเครื่องมือ เราจะไม่เอากำลังจากนอกภูมิภาคอาเซียนมา และในบทบาทของเราจะเน้นในเรื่องทวิภาคี ส่วนถ้าเป็นพหุภาคีอื่นๆ ก็ขอให้อยู่ในประเทศอาเซียน โดยเราต้องทำให้ทั่วโลกเห็นว่า อาเซียนเราดูแลกันเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองได้เน้นย้ำกับหน่วยปฏิบัติต่างๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทหาร แต่รวมทั้งความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมวิทยา ดังนั้นต้องดูทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องการทหารอย่างเดียว และขณะนี้ตนเองสบายใจแล้วเรื่องทหาร ตนเองมั่นใจในความพร้อมของกองทัพว่าพร้อมตลอดเวลาดังนั้นไม่ต้องกังวล
เมื่อถามว่า ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะที่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน +3 และเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ จะสามารถเข้ามาร่วมช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก่อนการประชุมจีบีซี ได้พบกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็ยืนยันกับตน ว่าจีนและสหรัฐ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ แต่ธรรมดาการสื่อสารไม่ว่าประเทศไทย กัมพูชา จีน หรือสหรัฐ การสื่อสารระหว่างกันยังไม่ชัดเจน และยังไม่ถึงกัน แต่หลักของตน คือขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นลำดับแรก และขอให้ประเทศอื่นเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว ฝ่ายความมั่นคงของเรายึดนโยบายสมดุลมาโดยตลอด และเป็นนโยบายที่ทำให้เราอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะตราบใดที่เรายอมรับให้ประเทศหนึ่งเข้ามา ก็จะมีประเทศอื่นๆ เสนอเข้ามาอีก พร้อมยอมรับว่า จะกลายเป็นความยุ่งเหยิง และยืนยันว่า เราคิดทุกด้าน
เมื่อถามว่า ที่กัมพูชาอ้างว่าคลิปวางทุ่นระเบิดที่ออกมาเป็นการจัดฉากของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตราบใดก็ตามที่เรายึดมั่นในข้อเท็จจริง เครดิตจะเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ ถ้าลักษณะเช่นนี้ ชาวโลกจะเชื่อถือใคร ระหว่างไทยกับกัมพูชา ตนถึงบอกว่า เราต้องไม่เอาเฟคนิวส์ไปสู้กับเฟคนิวส์ เพราะต่อไปเราก็จะเสียเครดิตไปด้วย ที่ตนเคยใช้คำพูดว่า ศีลเสมอกัน ซึ่งตราบใดที่เรายึดหลักข้อเท็จจริง แม้อาจจะช้าไปบ้าง แต่เราต้องตรวจสอบ เราไม่สามารถสวนได้ทันที แต่ถ้าเป็นเฟคนิวส์ เราสวนกลับได้หมด อย่างที่ตนเคยยกตัวอย่างว่า หากตนเป็นแค่ลุงคนหนึ่ง ก็สามารถสวนได้ทันที เพราะมีความรู้ และข้อมูลอยู่แล้ว เช่นเดียวกับนักวิชาการ หรือนักวิจารณ์ที่สามารถสวนได้ทันที และจะพูดอะไรก็ได้ แต่เนื่องจากตนเป็นประธานคณะกรรมการจีบีซี เป็นผู้อำนวยการ ศบ.ทก. และเป็น รมช.กลาโหม ตนก็จะไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน ดังนั้นการใช้ความจริงสู้กับเฟคนิวส์ นั่นคือ เครดิต ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับพวกเราเองก็ตาม แม้กระทั่งในการทำงานของสื่อมวลชน ถ้าสำนักไหนบิดเบือน เราจะเชื่อถือหรือไม่ ประชาชนก็จะมีดุลพินิจว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่จะมาบิดเบือนง่ายๆ เพียงแต่เขาอาจจะชอบ หรือสะใจ จึงอือออด้วย แต่เขารู้ว่าอันนี้ไม่จริง
ดังนั้นหลักของ ศบ.ทก. คือ การยึดถือความจริงไปสู้กับเฟคนิวส์ ตามที่สื่อได้เห็น “Peace come from Truth” หรือ สันติสุขมาจากความจริง
เมื่อถามว่า หลักฐานคลิปวิดีโอดังกล่าวจะถูกส่งไปให้กับประเทศที่สนับสนุนงบประมาณประเทศกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วยหรือไม่ เพื่อตัดงบประมาณ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ทำอย่างนั้น และมีบัญชีรายชื่ออยู่แล้วว่ามีประเทศไหนบ้างที่สนับสนุนงบประมาณ ส่วนในการตัดสิน หรือการตกลงใจในแต่ละประเทศ เขาก็ต้องรอฟังให้ชัด แต่ตนมั่นใจว่า ข้อมูลของไทยน่าเชื่อถือ เพราะความจริงอย่างไรก็บิดเบือนไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า เรื่องของศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) มีประธานเป็นชาวกัมพูชา จะไม่มีปัญหาเรื่องความร่วมมือใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา เพราะประเทศกัมพูชาเป็นประธาน แต่ยังมีอีก 9-10 ประเทศสมาชิกเป็นชาติอื่น ประธานชาวกัมพูชาคงไม่สามารถมาควบคุม ARMAC ได้ทั้งหมด เราต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการสู้ด้วยความจริง ด้วยกฎหมาย และด้วยความถูกต้องอาจจะยาก แต่ยั่งยืน
พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงผู้สังเกตการณ์ (ไอโอที) และ เอโอที ว่า ไอโอที ใช้กลไกภายในประเทศ คนในประเทศไทย และจากอาเซียน เช่น ผู้ช่วยทูตทหาร เสมียนทูต ถ้าจะเอาคนจากประเทศต้นกำเนิดมาเพิ่มเติม อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ว่า นายกฯ มาเลเซีย ขอคนเพิ่ม เราจึงบอกว่า ยังไม่ได้ เพราะเราใช้กลไกไอโอทีอยู่ หากจะขอเพิ่มเติมต้องดึงเจ้าหน้าที่ในสถานทูต ซึ่งไม่ใช่ทูตทหาร มาช่วยได้ แต่เอาคนเพิ่มมายังไม่ได้ การพูดคุยต้องมีกรอบ ไม่ใช่นึกอยากจะทำก็ทำ
ส่วนเอโอที จะเริ่มมีคนจากประเทศนั้นๆ เข้ามา เช่น ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย เขาอาจจะขอกำลังเข้ามาเพิ่ม ซึ่งตรงนั้นเราคิดหนัก เราจึงบอกว่า เรื่องนี้มีกฎหมายแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย หากใช้เอโอที กระทรวงการต่างประเทศกำลังศึกษาอยู่ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 ส.ค. กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า อย่างน้อยต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ครม. อนุมัติ แต่หลายฝ่ายก็ห่วงใยว่าต้องเข้าสภาหรือไม่
พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ลองนึกดูว่าการที่จะจัดเอโอทีเข้ามา ต้องมีการร่างทีโออาร์ เมื่อไทยและกัมพูชาตกลงกันได้แล้ว ก็ต้องกลับมาเข้าสภา ทั้งของไทยและกัมพูชา หากสภาไทย เห็นด้วย แต่กัมพูชาไม่เห็นด้วย ก็ไปไม่ได้ ดังนั้นเอโอทีจะยาก ย้ำว่า เราโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมรับไอโอที แต่ขอกรอบแค่นี้ นี่คือจุดยืนของไทย ขออย่าห่วง ทำอะไรที่ยึดถือความจริง ยึดถือหลักการ อยู่ได้ ตอบได้ทุกที่



