การแข่งขัน Endurance Race ที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในญี่ปุ่น “Suzuka 8 Hours” เวียนกลับมาอีกครั้งในปี 2025 พร้อมกับศึกดวลความอึดที่ดุเดือดเกินความคาดหมาย และในปีนี้ Yamaha Racing Team (ยามาฮ่า เรซซิ่ง ทีม) สามารถแสดงพลังแห่งความกลมเกลียวของทีมเวิร์กระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง ไล่บี้คู่แข่งแบบไม่ลดละจนวินาทีสุดท้าย ก่อนคว้าอันดับ 2 บนโพเดียมไปครองแบบสุดมัน
การกลับมาร่วมแข่งขันในรายการนี้อีกครั้งในรอบ 6 ปี ของ Yamaha Racing Team นำโดยนักบิดเจ้าบ้านขวัญใจชาวญี่ปุ่น คัตซึยูกิ นาคาสุกะ ผนึกกำลังกับ แจ็ค มิลเลอร์ ดาวดังจากโมโตจีพี, อันเดรีย โลคาเทลลี จาก WorldSBK สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการมอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่น ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม

โดยการแข่งขัน 8 ชั่วโมง อันดุเดือด ทั้ง 3 นักแข่ง ผลัดเปลี่ยนลงสนามบิดรถแข่ง YZF-R1 อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะ แจ็ค มิลเลอร์ ที่โชว์ฟอร์มสุดโหดในช่วงท้าย ไล่บี้เวลาจากทีมผู้นำ จนเหลือห่างเพียง 34.243 วินาที หลังจบการแข่งขัน 217 รอบ ก่อนเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ท่ามกลางเสียงเชียร์ลั่นสนามซูซูกะ
ในช่วงกลางถึงท้ายเรซ คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ นาคาสุกะ เริ่มเปิดเกมรุกในช่วงที่ 2 ของตน ก่อนเซฟตี้คาร์ออกมา 2 ครั้ง จังหวะนี้เองที่ทำให้ทีม Yamaha Racing Team มีโอกาสไล่บี้จ่าฝูงได้อีกครั้ง และโลคาเทลลี ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการทำสถิติสนามใหม่ที่ 2.06.729 นาที บนรอบที่ 186

แม้สุดท้ายจะยังไม่สามารถคว้าชัยในศึกนี้ได้ แต่นี่คือบทพิสูจน์ ว่าทีมยามาฮ่า พร้อมกลับมาอย่างแข็งแกร่งและพร้อมล่าชัยในปีถัดไป
ส่วนอีกหนึ่งทีมยามาฮ่า ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้คือ Yamalube YART Yamaha EWC Official Team หรือ YART ซึ่งแม้จะต้องพบกับโชคร้ายจากอุบัติเหตุถึง 2 ครั้ง จนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน แต่ผลงานในสนามก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขายังนำเป็นจ่าฝูงของตาราง EWC อยู่หนึ่งคะแนน ก่อนเข้าสู่สนามสุดท้ายที่ Bol d’Or ในเดือน ก.ย. นี้

โดยนักบิดทั้ง 3 คน อย่าง มาร์วิน ฟริทซ์, คาเรล ฮานิกา และเจสัน โอฮัลโลแรน ต่างโชว์ความมุ่งมั่นอย่างสุดกำลัง แม้จะเจอปัญหาเทคนิคและการล้ม แต่ก็ยังสามารถปีนอันดับกลับขึ้นมาได้ถึงอันดับ 15 ก่อนที่ ฮานิกา จะล้มอีกครั้งจากเหตุขัดข้อง ทำให้ต้องยุติเส้นทางการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย
แม้ Yamaha Racing Team จะพลาดแชมป์ไปอย่างฉิวเฉียด แต่การขึ้นโพเดียมในฐานะทีมหน้าใหม่ ในการแข่งขันครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับว่าเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิ และยิ่งตอกย้ำว่า “จิตวิญญาณของยามาฮ่า” ยังคงแรงกล้า

สำหรับ YART แม้จะไม่จบการแข่งขัน แต่ความมุ่งมั่นและประสบการณ์ตลอด 6 สนามที่ผ่านมา คือ รากฐานสำคัญในการล่าชัยในสนามสุดท้ายที่ Bol d’Or และอาจนำไปสู่การคว้าแชมป์โลก Endurance ในที่สุด.



