การปรับตัวที่สังเกตชัดไม่นานมานี้คือ การบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.68 สาระสำคัญคือการเพิ่มน้ำหนักการ“คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย” ขณะที่ปัจจุบัน ปปง.ยกร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. …. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

ทีมข่าวอาชญากรรม” หยิบยกข้อมูลจากเวทีเสวนา “มาตรการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ของสำนักงานปปง. ร่วมสะท้อนมุมมองน่าสนใจของผู้เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจกับสังคมให้มากขึ้น

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ระบุ ปัจจุบันมีเงินค้างบัญชีกลุ่มเสี่ยงอยู่กว่า 3,000 ล้านบาท เรียกว่าเป็นเงินค้างท่อ และเป็นเหตุให้มีการแก้ไขยกร่าง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันฯ เพื่อร่วมกำหนดการนำเงินก้อนนี้ไปคืนผู้เสียหาย ปัจจุบันการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายตามกฎหมายฟอกเงินมี 2 ระบบ คือ 1.คุ้มครองสิทธิตามกฎหมายปปง. กรณีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมีการแปรสภาพ และ 2.สำหรับเงินค้างท่อ 3,000 ล้านบาท รูปแบบหลังยังเป็นเพียงการ“ตั้งไข่” ที่เพิ่งให้มีการศึกษาร่วมกัน

ด้านนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า กระบวนการเดิมบางคดีต้องสู้ 3 ศาล และบางครั้งผู้เสียหายเสียชีวิตก่อนได้รับเงินคืน ปปง.ต้องไปหาทายาท แต่พ.ร.ก.มาตรการป้องกันฯฉบับล่าสุด จะช่วยลดขั้นตอนการเยียวยาผู้เสียหาย แม้ว่าทรัพย์จะถูกจำหน่าย จ่าย โอน ไปกี่ทอด ก็ต้องถูกยึดและอายัดไว้ตรวจสอบ เพื่อชดใช้คืนแก่ผู้เสียหาย

ส่วน..ยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เผยว่า หากสังเกตจะพบว่าพ.ร.ก.มาตรการป้องกันฯเดิมเป็นกฎหมายบังคับคนอื่นให้ทำงาน เป็นมาตรการที่ควบคุมเป็นหลักทั้งเรื่องการอายัดบัญชีในเหตุสงสัย และนี่คือหัวใจสำคัญ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเดิมพาไปแค่เฉพาะส่วนที่ทำการอายัด แต่ไม่ได้กำหนดวิธีการว่าจะจัดการเงินเหล่านั้นอย่างไร

เดือน มิ..ที่ผ่านมา ปปง.พยายามจะคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ผ่านกระบวนการของปปง. แต่ทุกคนทราบอยู่แล้วว่ากระบวนการคืนเงินของปปง.มีขั้นตอน และกว่าจะได้คืนต้องมีเรื่องของการโต้แย้งสิทธิ”

ทั้งนี้ ชี้ว่าพ.ร.ก.มาตรการป้องกันฯฉบับล่าสุด ต้องการให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืนเร็วขึ้น และการคืนเงินต้องเกิดขึ้นได้จริงในชั้นเจ้าหน้าที่ หลังปกติในชั้นการคืนเงินของไทยมักต้องอิงระบบชั้นศาล ซึ่งอาจเพราะความไม่เชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่ แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับความเชื่อมั่นคือ การที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน สามารถตอบถึงที่มาได้ว่าเป็นเงินที่มาจากบัญชีใคร และมีเครื่องมือบริหารจัดการมากขึ้น จึงมีความน่าเชื่อถือ

ขณะที่นายมุนี คล้ายสังข์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง กล่าวว่า พ.ร.ก.มาตรการป้องกันฯฉบับดังกล่าว มีที่มาเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และพยายามคืนเงินผู้เสียหายให้เร็ว เป็นกฎหมายช่วยเหลือประชาชน พร้อมฝากกฎกระทรวงการคืนเงินฯที่จะออกมาบังคับใช้หลังจากนี้ เกี่ยวกับการออกแบบวิธีการหรือหลักเกณฑ์ เพราะเงินค้างบัญชีอยู่ 3,000 ล้านบาท จะดำเนินการอย่างไร ให้ใครได้บ้าง เนื่องจากโดยหลักเงินค้างท่อจำนวนนี้ เริ่มต้นจากการที่มีคดี มีคนร้องทุกข์ มีการดำเนินคดีจนอายัด แต่ขณะนี้แม้มีแค่พฤติการณ์(ไม่มีคดี) ธนาคารก็มีหน้าที่ระงับตามหลักเกณฑ์ ตามพฤติการณ์ที่ราชการระบุ

อย่างไรก็ตาม เวลาจะคืนก็จะประกาศว่าใครคือผู้เสียหายกับบัญชีนี้ ให้มาขอคืน ซึ่งเจ้าของบัญชีก็คัดค้านได้ว่าไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี อีกทั้งเรายังไม่รู้เลยว่าเงินที่เข้ามาในบัญชีนั้น มาจากพฤติการณ์อะไร แต่เงินจะถูกคืนกลับไปโดยพฤติการณ์ว่า“เงินเข้ามาจากการถูกหลอกลวง”

ถ้าอาชญากรฟังจุดนี้ก็จะพลิกแพลงได้ เขาจะคิดวิธีการทำพฤติการณ์ให้เข้ากับวิธีการคืนเงิน เช่น นายเอ บอกว่าถูกหลอก จะมาขอเงินคืน มีหลักฐานการถูกหลอก มีการโอนเงินไปลงทุน โอนเข้าบัญชีนู้นนี้ และเมื่อเรื่องนำเข้าคณะกรรมการธุรกรรมก็มีมติคืนเงินไป ท้ายสุดพบว่านายเอเป็นคนซื้อยาเสพติด แต่จ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ของ หรือคนขายถูกจับไปก่อนที่จะส่งยาเสพติดให้ ทำให้บัญชีปลายทางที่นายเอโอนเงินไปถูกระงับ เพราะมีพฤติการณ์ใช้บัญชีผิดปกติ”

นายมุนี ยังระบุถึง ข้อห่วงใยเรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครเป็นผู้เสียหายจริง ๆ เพราะบางเคสก็เป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ร่วมขบวนการ แต่ตีเนียนขอเงินคืนอ้างว่าเป็นผู้เสียหาย โดยเฉพาะปัญหาของบัญชีค้างท่อก้อนใหญ่นี้ จะเคลียร์เงินคืนอย่างไร หากไม่มีใครมาแสดงตัว ไม่มีใครคัดค้าน หรือมีคนแสดงตัวไม่ถึงครึ่ง จะเสนอให้ศาลสั่งตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ หรือจะให้ค้างไว้ในบัญชีเหมือนเช่นเดิม จะไปต่อกันอย่างไร หรือจะพิจารณาเอาไปจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายในคดีอื่นได้หรือไม่

เพราะอย่างไรในข้อเท็จจริงตามรายคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ยึดและอายัดทรัพย์สินได้น้อยกว่าจำนวนผู้เสียหายอยู่แล้ว ดังนั้น ดุลพินิจในการจะคืนเงินผู้เสียหายต้องไปกำหนดให้ชัดเจน”.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน