ผ่านพ้นวิบากกรรมไป 1 คดี หลังศาลอาญายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีกระทำความติดตามมาตรากฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่คงต้องตามมาลุ้นต่อว่า อัยการสูงสุด(อสส.) จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ส่วนอีกคดีที่เปรียบเสมือนความเป็นความตายของ “น.ส. แพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะนายกฯ และรมว.วัฒนธรรม และรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย (พท. ) กรณีประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) วินิจฉัยตามรธน.มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรธน. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
โดยภายหลังการไต่สวนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ศาลรธน.ให้คู่กรณียื่นปิดคดีในวันที่ 27 ส.ค. 68 และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติในวันที่ 29 ส.ค. 68 เวลา 09.30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกันเวลา 15.00 น. นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ตุลาการแต่ละท่านมีเวลาทำความเห็นส่วนตนเพียง 1 วัน เพื่อให้วินิจฉัยรอบคอบครบถ้วน อาศัย พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ 2561 มาตรา 31 จึงให้คู่กรณีแถลงปิดคดีภายใน 25 ส.ค. 68 นี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนด ให้ถือว่าไม่ติดใจยื่น ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามกำหนดเดิม
แต่มีความเห็นที่น่าสนใจจาก “นายสมชาย แสวงการ” อดีตสว. ที่เข้าร่วมฟังการไต่สวนคำร้องคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ให้ความเห็นไว้น่าสนใจคือ อาจจะมีการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ของ น.ส.แพทองธาร หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารหน้า 26 ส.ค. ที่อาจจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการให้สะเด็ดน้ำอีกรอบ ตอนนี้ก็มีสองทางคือ ไม่ลาออกแล้วอยู่จนถึงวันที่ 29 ส.ค. แล้วโดนศาลวินิจฉัย และมีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยมติอาจจะ 9 ต่อ 0 ซึ่งหากมีประวัติว่าต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็จบเลย หรือมติอาจต่ำสุด 7 ต่อ 2 เมื่อถามว่า หากว่า น.ส.แพทองธาร รอด แล้วบริหารประเทศต่อไปจะเป็นอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ประเทศไม่รอด ต่อข้อถามว่า แล้วเกิดนายกฯ ชนะคดีแล้วลาออกทันทีเลย เพื่อให้เห็นว่าไม่ผิดแต่ยินดีลาออก นายสมชายตอบว่า ชนะแล้วลาออกทำไม ถ้าจะลาออกก็ลาออกก่อนแพ้ ตนไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะหากชนะคุณพ่อไม่ให้ลาออกหรอก เดินหน้าลุยต่อ
สอดคล้องกับความเห็นสื่อบางสำนัก ที่ระบุว่า นายกฯ อยากลาออก และยุติบทบาททางการเมือง แม้จะรอดพ้นจากคำตัดสินศาลรธน. ก็ตาม ดังนั้นจากวันที่มีการอ่านคำวินิจฉัย ในทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งพ้นพวงจากคลิปเสียง ทำให้คะแนนนิยมของ น.ส.แพทองธาร และพรรคพท.ร่วงลงแบบกู่ไม่กลับ
ขณะที่ “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคพท. ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาในวันที่ 29 ส.ค.นี้ว่า พรรคไม่ได้เตรียมวอร์รูมติดตามสถานการณ์ ซึ่งกำลังใจของสส.ในพรรคเชื่อมั่นในตัวของนายกฯ ว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรต่อประเทศชาติบ้านเมือง มีความปรารถนาดี เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนวันตัดสินคดีในวันที่ 29 ส.ค.นี้ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยังยืนยัน ไม่มีเรื่องนี้ ไม่เคยได้ยิน เมื่อถามอีกว่า น.ส.แพทองธาร จะสู้ต่อจนถึงวันที่ศาลรธน.ตัดสินใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “แน่นอน”
ส่วนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง หลังประธานฯในที่ประชุมมักจะใช้วิธีปิดประชุม เพื่อหนีการนับองค์ประชุม โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ร่วมแถลงกรณีถึงที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม สั่งปิดประชุมกะทันหัน ก่อนเข้าสู่วาระประชุมเพื่อพิจารณาญัตติด่วนเพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 43-44 ที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้เสนอ โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วหลายครั้งที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อตกลงที่วิปได้มีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝั่ง ในขณะที่ประชาชนส่งเสียงเรียกร้อง อยากให้สภาเป็นที่แห่งความหวัง หาทางออกในเรื่องของพิจารณาศึกษาปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา แต่รัฐบาลกลับปิดกั้นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่จะให้พวกเราได้หารือกันในวันนี้ โดยชิงปิดสภาไปก่อน
“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นจากรัฐบาล ที่ขาดเสถียรภาพ มีเสียงปริ่มน้ำและไม่สามารถหาทางออกให้กับประชาชนได้ ผลโพลที่ออกมาล่าสุดประชาชนได้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการต่อการทำหน้าที่ของนักการเมืองน้อยลง เราควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ควรจะทำให้สภาเป็นพื้นที่หาทางออกไม่ใช่สะดุดลงเหมือนสภาเป็นง่อยที่ทำอะไรไม่ได้” นายณัฐพงษ์กล่าว
ด้าน “นายไชยา พรหมา” รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่ชิงปิดประชุมก่อนพิจารณาญัตติเอ็มโอยู 2543-2544 เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าได้รับการประสานงานว่าหลังกระทู้เสร็จให้เข้าวาระรับทราบรายงานของหน่วยงาน 4-5 หน่วยงาน แต่วันนั้นมีเพียงหน่วยงานเดียวที่มีความพร้อมคือกองทุนสื่อสร้างสรรค์ จากนั้นได้รับประสานอีก ว่า หากไม่มีอะไรแล้วให้ปิดการประชุม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรู้สึกเสียใจ ที่ถูกมองเป็นคนปิดประชุม เพื่อหนีปัญหา ทั้งที่การตกลงเป็นการพูดคุยกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องพูดคุยกันให้จบ และตนเองเพิ่งฟังจากการสัมภาษณ์ของฝ่ายค้าน ว่า จะมีการเสนอญัตติด้วยวาจา
“ในฐานะที่เป็นประธานไม่รับทราบเลย เพราะการประสานงานกัน คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่มีสิทธิ์รับรู้เลย แต่ก็เห็นประธานวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลเดินพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง และก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่กลับไม่ได้รับการประสานงานมา จึงคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว จึงสั่งปิดประชุมตามข้อตกลงเดิม โดยยืนยันได้ว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง” นายไชยา กล่าวและว่า ไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร ถึงแม้จะมาจากพรรคพท.ก็ตาม แต่วันที่มานั่งเป็นประธานด้วยความสำนึกในหน้าที่ ว่าถ้าหากเราทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เราก็จะถูกตำหนิจากสมาชิก เพราะฉะนั้นคนที่มอนิเตอร์ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่เป็นประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าหากผมดำเนินการอะไรไปที่ไม่เป็นกลาง ก็จะถูกตำหนิ เครดิตทางการเมืองก็จะเสียหาย และต้องเข้มงวดเรื่องของเสียงในสภาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้” นายไชยา กล่าว
คงต้องรอดูสัปดาห์หน้า จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะท่ามกลางภาวะเสียงปริ่มน้ำ ที่ผ่านมาการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาล จะมีปัญหาตลอด ประธานในที่ประชุมสภาฯ มักจะใช้วิธีชิงปิดประชุมสภาฯ เพื่อหนีการขอนับองค์ประชุม จึงกลายเป็นวิกฤติศรัทธา ที่เกิดกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ขณะที่การลงไปตรวจสอบที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสเอสไอ) ระหว่างวันที่ 19-21 ส.ค. โดยในวันที่ 19 ส.ค. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้พบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนเดินทางต่อไปยังสำนักงานยุติธรรม จ.บุรีรัมย์ และได้รับข้อมูลว่า ภายหลังจากมีคำพิพากษาศาลปกครองว่าที่ดินเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ได้มีชาวบ้านประมาณ 300 ราย มายื่นร้องขอความเป็นธรรม ทาง จ.บุรีรัมย์ จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและส่งเรื่องให้สำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ ดำเนินการต่อไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีเรื่องแผนที่ที่ รฟท. ทำร่วมกับสำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ ตามคำสั่งศาลปกครอง แสดงพื้นที่เดิม จำนวน 5,083 ไร่ แต่การวัดในระบบใหม่เมื่อเดือน ก.ค. 67 พบพื้นที่จริง จำนวน 4,414 ไร่ นั้น การวัดแผนที่เป็นการวัด โดยคำสั่งศาลปกครองกลาง ที่ รฟท. ร้องขอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินในพื้นที่ รฟท. เพื่อตำแหน่งที่ชัดเจน โดยมีเจ้าหน้าที่ รฟท. ร่วมรังวัดด้วย อีกทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ ก็ได้ทำการรังวัดตามอำนาจหน้าที่ ผลการรังวัดจึงได้เป็นเนื้อที่ 4,414 ไร่
สำหรับประเด็นระวางของแผนที่ที่พบมีสิ่งปลูกสร้างทับที่สาธารณะ และอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการขออนุมัติหรือไม่นั้น ข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่แจ้งว่า สิ่งปลูกสร้างทับที่สาธารณะ ประกอบด้วย สนามฟุตบอลในพื้นที่ของ รฟท. เนื่องจากตามระวางโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง จะมีทางสาธารณะพาดผ่านสนามฟุตบอล และบางส่วนของสนามฟุตบอล ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้ชัดเจน กรณีสารบบที่ดินพบการทำนิติกรรมอำพรางในโฉนดหลายแปลงนั้น แหล่งข่าวในพื้นที่ได้แจ้งว่า มีนักการเมืองที่เป็นเจ้าของที่ดินในที่ดินเขากระโดง ได้มีพฤติกรรมการโอนที่ดิน แบบให้กันกลับไปกลับมา ในช่วง พ.ศ. 2565 และก่อนเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566
รายงานข่าวจากดีเอสไอ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลจากสำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ พบว่าเมื่อปี พ.ศ. 2513-2539 รฟท. ได้รับรอง และไม่รับรองการออกโฉนดของชาวบ้านในพื้นที่ โดยพบว่าในช่วงปีดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ รฟท. ได้ไปรับรองการออกโฉนดของชาวบ้านในพื้นที่ โดยเป็นการไปรับรองแนวเขตว่า ไม่ได้เป็นของ รฟท. จำนวน 513 ไร่ แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าอยู่ในที่ดินของ รฟท. ทั้งนี้หากมีการครอบครองที่ดินเกินกว่า 50 ไร่ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ กรณีมีการบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินของ รฟท. โดยออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ รฟท. 4,414 ไร่ จะเข้าข่ายรับเป็นคดีพิเศษตามลักษณะคดีบัญชีแนบท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในเรื่องความผิดมูลฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จากนี้ต้องรอดูดีเอสไอ จะรับเรื่องที่ดินเขากระโดง ไว้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ รวมทั้งฝ่ายที่โตแย้งจะมีข้อมูลอะไรมาหักล้าง การตรวจสอบของดีเอสไอ.
“ทีมข่าวการเมือง”



