เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากที่หลายฝ่ายคาดเดาบทสรุปกันต่างๆ นานา วันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะนัดอ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน ขอให้ศาล รธน. วินิจฉัย ตาม รธน.มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

สำหรับบทสรุปที่เกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของศาล รธน. ออกมาได้ 3 แนวทาง แนวทางแรก คือ “น.ส.แพทองธาร” รอดพ้นจากการชี้มูลความผิด สามารถกลับมามีอำนาจเต็ม ในฐานะนายกฯ และกลับมาเดินหน้าผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังจากที่ผ่านมาถูกวิจารณ์เรื่องไร้ผลงาน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาความมั่นคง แม้หลายคนบอกจะเป็นเรื่องยากที่จะกอบกู้ศรัทธากลับมา แต่จำเป็นต้องซื้อเวลา เพื่อหวังไม่ให้พ่ายแพ้ต่อคู่แข่งสำคัญ “พรรคประชาชน (ปชน.)” มากนัก หลังจากนั้นไปรวบรวมเสียงพรรคการเมืองอื่นแข่งในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะยังเชื่อมั่นว่า มีพันธมิตรมากกว่า

แนวทางที่สอง หาก “น.ส.แพทองธาร” หลุดจากตำแหน่งนายกฯ พรรค พท. ก็ยังเดินหน้าผลักดัน “นายชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 ของพรรค จะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ คนที่ 31 โดยมั่นใจว่า จะทำหน้าที่เป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป ซึ่งคงต้องรอดูพรรค พท.จะคุมเสียงรัฐบาลไม่ให้ไหลไปทางอื่นหรือไม่ เพราะพรรค ปชน. อาจเดินเกมตั้งรัฐบาลแข่ง โดยมีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมเป็นพันธมิตร เพราะพรรคสีส้มพร้อมหนุนพรรคที่ยอมรับเงื่อนไข ต้องยุบสภาภายในสิ้นปี และผลักดันกระบวนการแก้ไข รธน. โดยพรรค ปชน.จะไม่เข้าร่วมฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายความว่าจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือเป็นจำนวนมาก อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรคการเมืองเข้ามาร่วมเงื่อนไข ซึ่งพรรค ภท. อาจรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล แม้จะเป็นช่วงสั้น แต่การเป็นรัฐบาลรักษาการก็มีความหมายทางการเมือง

แนวทางที่สาม หาก พรรค พท.ไม่สามารถคุมสถานการณ์ทางการเมืองได้ “นายชัยเกษม” อาจถูกต่อต้าน จากการเคยออกมาให้ความเห็นสนับสนุนให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 “นายทักษิณ ชินวัตร” อาจแนะให้พรรค พท.เลือกวิธียุบสภา โดยใช้อำนาจรักษาการนายกฯ ของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย แม้ว่าจะยังไม่พร้อมกับการลงนามสู้ศึกเลือกตั้ง เพราะผลโพลสำนักต่าง ๆ “พรรค พท.” และ “น.ส.แพทองธาร” อยู่ในลำดับท้าย ๆ มาตลอด แต่ก็หนีสถานการณ์ไปไม่พ้น

ส่วนประเด็นการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ก่อนวันอ่านคำวินิจฉัยนั้น “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า ทางทีมกฎหมายของ น.ส.แพทองธาร จะยื่นศาล รธน.ในวันที่ 25 ส.ค. นี้ ตามคำสั่งของศาล รธน. ที่สั่งให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นคำแถลงปิดคดี เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ก่อนที่ศาล รธน.จะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.นี้ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่มีการยื่นลาออก ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขอสื่ออย่านำประเด็นดังกล่าวไปขยายความต่อเพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน

ต้องรอดูในที่สุดบทสรุปในเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่ไม่ว่าจะออกมาในทางไหน ต้องยอมรับว่าสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง เพราะกระแสความนิยมที่มีต่อ “นายทักษิณ ชินวัตร” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ส่วนอีกประเด็นที่ต้องจับตามองคือข้อเสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 นอกจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้แล้ว ยังมีข่าว “นายมงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 25-26 ส.ค. ทั้งนี้มีวาระพิจารณาที่น่าสนใจ ในวันที่ 26 ส.ค. คือญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. และคณะ สำหรับสาระสำคัญที่ พล.อ.สวัสดิ์ เสนอญัตติดังกล่าว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยอย่างยั่งยืน

พร้อมระบุในสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า “หากรัฐบาลมีความจริงใจไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน จริง และเพื่อให้การสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตของทหารของไทย ในการยืนหยัดพิทักษ์อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนตามแนวปฏิบัติการ 1 ต่อ 5 หมื่น เป็นไปอย่างมีคุณค่าสูงสุด รัฐบาลต้องพิจารณายกเลิกเอ็มโอยู 2543 ที่กัมพูชาเคารพเอ็มโอยู 2543 เพียงข้อ 1 ที่ให้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกเป็นไปตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเท่านั้น ส่วนข้ออื่นที่สำคัญ คือ ข้อ 5 และข้อ 8 กัมพูชาละเมิดแล้ว การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามอย่างชัดแจ้งหามีประโยชน์ไม่” ญัตติที่เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ และคณะ ระบุ

สาระของญัตติฯ ดังกล่าว ยังระบุต่อว่า นอกจากนี้ไทยกับกัมพูชา มีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จึงได้ทำเอ็มโอยู 2544 เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดน ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา โดยเส้นเขตไหล่ทวีปของไทยมีเส้นเดียวคือ เส้นตามประกาศพระบรมราชโองการในวันที่ 29 พ.ค. 2516 และยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องโดยทุกวิถีทางมา 29 ปี แต่นับจากที่ได้ลงนามเอ็มโอยู 2544 คือ 18 มิ.ย. 2544 เท่ากับไทยยอมรับการคงอยู่ของเส้นไหล่ทวี ค.ศ.1972 ทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปถูกแปรเป็นสอง และเกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 2.6 หมื่น ตร.กม.

“ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนเป็นอย่างไร ไทยต้องเสียทั้งเขตแดนและผลประโยชน์ ซึ่งสารัตถะในเอ็มโอยู 2544 เป็นคุณต่อกัมพูชามากกว่าไทยในพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนของข้อตกลง คือส่วนบนละติจูด 11 องศาเหนือ และส่วนล่างเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เท่ากับกัมพูชาได้รับผลกระโยชน์ในส่วนที่ไม่ควรได้รับหรือทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนที่ควรได้รับ ดังนั้นรัฐบาลควรยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เช่นเดียวกัน แต่การยกเลิกนั้นเป็นความซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้ง กมธ.ศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ” ญัตติระบุ

อย่างไรก็ตาม “น.ส.ชญาภา สินธุไพร” รองโฆษกพรรค พท. กล่าวว่า จุดยืนพรรค พท. คือการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้อง และข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึก และไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เอ็มโอยู 43 เป็นกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อสำรวจเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ส่วนเอ็มโอยู 44 เป็นกรอบเจรจา เรื่องการปักปันเขตแดนทางทะเล

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยดินแดนของชาติอย่างแท้จริงจริง การเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู ทั้ง 2 ฉบับอาจจะเป็นการกระทำย้อนแย้ง และไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้ ดังนั้นควรจะช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อหยุดยั้งความลวงที่แฝงไว้ว่า ความต้องการจะล้มรัฐบาล ที่ถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตย” น.ส.ชญาภา กล่าว

น.ส.ชญาภา กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกประสบปัญหาความขัดแย้ง เช่นเดียวกับกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แม้แต่ละประเทศจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่แผนที่ยังมีความเหลื่อมทับกันอยู่ ซึ่งแต่ละประเทศใช้เวทีเจรจาทวิภาคีเช่นเดียวกับเอ็มโอยู 43 และเอ็มโอยู 44 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน ซึ่งการยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ ที่ไม่ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน อาจทำให้สูญเสียกลไกบังคับ ที่จะต้องมีคู่กรณีนั่งโต๊ะเจรจา ซึ่งประเทศในโลกใช้เป็นวิธีแก้ไขปัญหาเขตแดน ซึ่งไทยได้ใช้กลไกเจรจาทวิภาคีกับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด ซึ่งมีความคืบหน้าและเป็นธรรมกับมาเลเซีย

คงต้องรอดูว่าเหตุผลแต่ละฝ่าย ใครจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน เพราะเรื่องผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ของไทย ซึ่งต้องเจรจากับกัมพูชา สำคัญที่สุดไทยต้องไม่เสียเปรียบ ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่สำคัญใครจะให้ข้อมูล และได้รับความเชื่อถือจากฝ่ายต่างๆ มากที่สุด

ทีมข่าวการเมือง