คุณทราบหรือไม่ว่าอาการนอนกรนที่ฟังดูเป็นเรื่องปกติ แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะร้ายแรงที่เรียกว่า โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ข้อมูลจากวารสารทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ป่วยทั่วโลกสูงถึง 936 ล้านคน และในประเทศไทยมีผู้ป่วยจำนวนมากที่อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับภาวะนี้ ภาวะ OSA ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความอ่อนเพลียระหว่างวัน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง

พญ. ดารกุล พรศรีนิยม แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและเวชศาสตร์การนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากการที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสมองต้องปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การนอนที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังทำลายคุณภาพชีวิตในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ควรสังเกต เช่น เสียงกรนดังออกมานอกห้อง หรือมีภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีโครงสร้างทางเดินหายใจผิดปกติ และผู้ที่ใช้ยานอนหลับเป็นประจำ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วย Sleep Test เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
หากไม่ได้รับการรักษา ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น จะมีอาการนอนหลับไม่สนิท ง่วงกลางวัน สมาธิและความจำลดลง อารมณ์แปรปรวน เสี่ยงหลับขณะขับรถ รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์ และในระยะยาว ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด และสมรรถภาพทางเพศลดลง”
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย จึงได้นำนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น (Hypoglossal Nerve Stimulation: HNS) หรือ “Inspire” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษา ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลกแล้วกว่า 100,000 ราย นับเป็นเครื่องยืนยันในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก และโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “นวัตกรรม HNS นี้เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนใช้งานเครื่อง CPAP ซึ่งเป็นวิธีรักษาหลักในปัจจุบันได้ เพราะเป็นการทำงานจากภายในร่างกาย โดยไม่ต้องสวมหน้ากากหรือเป่าลม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและไม่รบกวนการนอนหลับ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยๆ เพราะไม่ต้องพกพาอุปกรณ์” ศ.นพ. ชัยรัตน์ยังได้กล่าวถึงผลการศึกษาที่ยืนยันประสิทธิภาพของนวัตกรรมนี้ว่า “ผลการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญอย่าง STAR Trial (Stimulation Therapy for Apnea Reduction) ยืนยันว่าการรักษาด้วย HNS ช่วยลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้จากเฉลี่ย 29.3 เหลือเพียง 9 ครั้งต่อชั่วโมง และจากฐานข้อมูล ADHERE พบว่า 91% ของคู่ชีวิตผู้ป่วยรายงานว่าอาการนอนกรนดีขึ้นอย่างชัดเจน”
ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก และมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี นพ. วิชพันธ์ เหมรัญช์โรจน์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก การผ่าตัดเนื้องอกและมะเร็งศีรษะและคอ และการผ่าตัดไซนัส โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ “ความสำเร็จของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ต้องอาศัยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรอง วินิจฉัย วางแผนการผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามผลระยะยาว”

“การผ่าตัดรักษาด้วย HNS ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยจะเริ่มจากการฝังอุปกรณ์ 3 ส่วนหลักใต้ผิวหนัง ได้แก่ ตัวกระตุ้น (Pulse Generator) บริเวณหน้าอกด้านบนข้างขวา สายตรวจจับลมหายใจ (Sensing Lead) บริเวณซี่โครง และสายกระตุ้น (Stimulation Lead) บริเวณเส้นประสาทใต้ลิ้น ด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์จะร่วมกันวางแผนการดูแลเฉพาะรายอย่างเหมาะสม ซึ่งหลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจประเมินผลและเปิดใช้งานอุปกรณ์ได้ใน 1 เดือน พร้อมทั้งปรับค่าการกระตุ้น (Stimulation Settings) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว”


ศ.นพ. ชัยรัตน์ กล่าวปิดท้ายว่า “ปัจจุบัน บำรุงราษฎร์พร้อมให้การรักษาด้วยนวัตกรรม HNS ซึ่งกำลังจะกลายเป็น ‘ทางเลือกหลัก’ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาการนอนอีกต่อไป เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวน และสามารถควบคุมได้ง่ายด้วยรีโมทพกพา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแม้ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ เชื่อมั่นได้ว่า HNS จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงในอนาคต และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจตามมา”



