การจับมือร่วมกันระหว่าง “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” กับ “เอฟซี เอาก์สบวร์ก” ยอดทีมจากบุนเดสลีกา เยอรมนี เพื่อเป็นพันธมิตรลูกหนัง ร่วมกันพัฒนาระบบเยาวชน และศักยภาพบุคลากรฟุตบอล ไม่ได้ส่งผลดีต่อทั้ง 2 สโมสรเท่านั้น แต่ยังถือเป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับวงการฟุตบอลไทยโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานของฟุตบอลที่แท้จริง
การร่วมมือกันครั้งนี้จึงถือว่าน่าสนใจ และมีหลายมุมมองที่น่าพูดคุย ทั้งเรื่องที่มาที่ไปของการร่วมมือกัน, จะร่วมมือกันแบบไหนยังไงเป็นเวลาเท่าไหร่ และที่สำคัญคือทีมดังแห่งเมืองเบียร์อย่าง เอาก์สบวร์ก เห็นอะไรในเด็กไทย จึงตัดสินใจมาจับมือกับ “ปราสาทสายฟ้า”

วันนี้ “ข่าวกีฬาเดลินิวส์” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “ปิแอร์ แลมเมอร์เมเยอร์” สมาชิกคณะกรรมการบริหารสโมสรฟุตบอลเอาก์สบวร์ก ที่จะมาเล่าถึงที่มาที่ไป, แผนการทำงานร่วมกัน และเป้าประสงค์ของโครงการนี้ บอกเลยว่า น่าสนใจมากๆ
ช่วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง เอาก์สบวร์ก กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ไหมครับ?
ปิแอร์: สำหรับเรา ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและพิเศษอย่างมาก เพราะนี่คือครั้งแรกที่เราจับมือเป็นพันธมิตรกับสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศ เรารู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังอย่างมากกับสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านความร่วมมือนี้
ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2024) เมื่อเราได้จัดโครงการ Bundesliga Dream Thailand ที่เมืองเอาก์สบวร์ก ซึ่งเราได้ต้อนรับเยาวชนไทยที่มีพรสวรรค์มากกว่า 15-20 คน และเราประทับใจในฝีเท้าของพวกเขาอย่างมาก
หนึ่งในนั้นคือ “เคน” ที่ได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของโครงการ และเขาได้รับโอกาสฝึกซ้อมเพิ่มเติมกับอคาเดมีเยาวชนของเราเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ประสบการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเคนเท่านั้น แต่ยังเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา เพราะมันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของนักเตะไทยอย่างชัดเจน
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีความตั้งใจที่จะสานต่อความสัมพันธ์นี้ต่อไป การร่วมมือกับบุรีรัมย์ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสมเหตุสมผล เพราะพวกเขาเป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย เปรียบเสมือน บาเยิร์น มิวนิก ของเยอรมนี เรามั่นใจว่านี่คือการจับคู่ที่ดีและเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันในอนาคตอย่างแน่นอน
จุดเริ่มต้นของความร่วมมือนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปิแอร์: ความร่วมมือครั้งแรกนี้ เกิดขึ้นผ่านสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (DFL) ซึ่งมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับหลายประเทศและหลายสโมสรทั่วโลก โดยสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เป็นผู้แนะนำให้เราได้รู้จักกับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีและเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจนในแนวคิดนี้ แม้ว่าเรื่องฟุตบอลเยาวชนจะเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือ แต่เรายังได้หารือและแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่นๆ เช่น การตลาด การขายสินค้า และโครงสร้างองค์กร ทำให้ความร่วมมือนี้มีความหลากหลายและครอบคลุมหลายมิติ

คุณเห็นอะไรในบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ทำให้ตัดสินใจร่วมมือ?
ปิแอร์: จุดเด่นที่สำคัญของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือการเป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมสูงสุดและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในไทย เปรียบเสมือนกับบทบาทของบาเยิร์น มิวนิก ในประเทศเยอรมนี ผมมีโอกาสได้เยือนบุรีรัมย์เป็นเวลาประมาณ 3-4 วัน ได้เห็นสนามแข่งขันและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอคาเดมีเยาวชนของสโมสรที่มีมาตรฐานสูงและสอดคล้องกับแนวทางของเรา ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน พร้อมทั้งมีอคาเดมีและทีมโค้ชเยาวชนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระดับแนวหน้าของประเทศไทย
นอกจากนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังมีความโดดเด่นในด้านอื่น ๆ เช่น การจำหน่ายเสื้อแข่งขันที่มียอดสูงถึงเกือบหนึ่งล้านตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง และเกินความคาดหมายของเรา รวมถึงฐานแฟนคลับในโซเชียลมีเดียที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมากสำหรับสโมสรของเราในอนาคต
เป้าหมายหลักของการร่วมมือกันครั้งนี้คืออะไร
ปิแอร์: เป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้กันในหลายด้าน แน่นอนว่าการพัฒนาเยาวชนคือจุดเริ่มต้นและเป็นหัวใจของความร่วมมือนี้ แต่เราก็อยากเรียนรู้จากกันและกันในเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น การตลาด และวิธีบริหารจัดการองค์กร เพื่อจะได้เข้าถึงไอเดีย เครือข่าย และทรัพยากรใหม่ ๆ
เราวางแผนที่จะส่งโค้ชเยาวชนของเราไปบุรีรัมย์ประมาณสามครั้งต่อปี ครั้งละอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อไปแบ่งปันวิธีที่เราเทรนเยาวชน ทั้งในสนามและนอกสนาม รวมถึงเวิร์กช็อปเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนานักเตะจนถึงทีมชุดใหญ่

นอกจากนี้ เรายังมีแผนจัดค่ายฟุตบอลที่บุรีรัมย์ โดยร่วมมือกันระหว่างสองสโมสร สำหรับเรา นี่คือโอกาสในการโปรโมตฟุตบอลบุนเดสลีกาและเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับ เอาก์สบวร์ก เราตั้งตารอที่จะได้แฟนบอลใหม่ๆ และหวังว่าคนจะรู้จัก เอาก์สบวร์ก มากขึ้น
คุณมองว่าศักยภาพของเยาวชนไทยเป็นอย่างไร?
ปิแอร์: เรารู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของเยาวชนไทยจริง ๆ ตอนที่พวกเขามาเอาก์สบวร์ก พวกเขายังอายุต่ำกว่า 15 ปีในตอนนั้น และนักเตะอย่างเคน ก็แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับนักเตะที่ดีที่สุดของเราในวัยเดียวกัน ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายและน่าประทับใจมาก
เยาวชนไทยยังต้องพัฒนาเรื่องไหนอีกเพื่อจะก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ขนาดตัวสำคัญไหม?
ปิแอร์: ผมว่าคิดว่านอกเหนือไปจากผลงานในสนามแล้ว สิ่งที่สำคัญคือพลังทางจิตใจ บุคลิกภาพ และทัศนคติ ซึ่งจะยิ่งสำคัญมากในช่วงอายุ 16-18 ที่มีสิ่งดึงความสนใจเยอะ การมีสมาธิกับฟุตบอลและมีจิตใจที่แข็งแกร่ง จะสร้างความแตกต่างและส่งเสริมให้นักเตะเยาวชนก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
เรื่องขนาดตัวและสภาพร่างกายนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เล่น นักเตะหลายคนที่มีรูปร่างเล็ก ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยพลังและความเร็วของพวกเขา โดยเฉพาะในตำแหน่งเกมรุกที่ความคล่องตัวและสปีดเป็นสิ่งสำคัญ

คุณคิดว่าในอนาคต นักเตะไทยจะมีโอกาสไปเล่นในเยอรมนีหรือยุโรปมากขึ้นไหม?
ปิแอร์: แน่นอนครับ สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่สำคัญว่านักเตะมาจากอิตาลี เยอรมนี หรือไทย ถ้าพวกเขามีคุณภาพ พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความท้าทาย อย่างเรื่องความห่างไกลบ้าน ผู้คนและวัฒนธรรมที่ต่างออกไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เส้นทางนี้ยากขึ้น และแม้แต่นักเตะเยอรมันเอง การจะก้าวขึ้นมาเล่นในทีมใหญ่และลงเล่นอย่างสม่ำเสมอก็ถือเป็นความท้าทาย
ในปีที่แล้ว เอาก์สบวร์ก มีนักเตะเยาวชนชาวเยอรมัน 3 คน ที่ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ รวมแล้วลงเล่นราว 60 นัด ทั้งที่ทีมเองมีโปรแกรมประมาณ 33-38 นัดต่อซีซั่น ขณะที่นักเตะบุรีรัมย์เล่นกันมากกว่า 60 นัดต่อฤดูกาลด้วยซ้ำ เลยมองว่าแผนที่ เอาก์สบวร์ก เริ่มเมื่อ 2-3 ปีก่อน ในการพัฒนานักเตะเยาวชนและค่อยๆ ดึงพวกเขาเข้าสู่ทีมชุดใหญ่เริ่มเห็นผลแล้ว และหวังว่าในอนาคตจะมีนักเตะไทยได้โอกาสแบบนี้ด้วย
การร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้นักเตะไทยไปเล่นยุโรปได้ไหม?
ปิแอร์: แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าความร่วมมือแบบนี้ช่วยได้มากเลย เมื่อมีนักเตะไทยมาฝึกซ้อมกับเรา พวกเขาจะได้เห็นด้วยตัวเองว่าระดับการแข่งขันที่นี่สูงแค่ไหน และได้สัมผัสกับความแข็งแกร่งของนักเตะเยอรมัน ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ดีมาก
นอกจากนี้ พวกเขายังได้คุ้นเคยกับภาษา อาหาร และวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้การปรับตัวง่ายขึ้นมากเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาอายุ 18 ปี ตามกฎของฟีฟ่า ที่กำหนดให้นักเตะต่างชาติสามารถเซ็นสัญญาได้เมื่ออายุครบ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้นการได้มาอยู่กับเราก่อน จะช่วยสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขาได้อย่างมาก

สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงเยาวชนไทยบ้างไหมครับ?
ปิแอร์: ถ้าผมจะให้คำแนะนำหนึ่งอย่าง คือขอให้ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มที่นะครับ ขอให้โฟกัสกับฟุตบอล ปรับทัศนคติให้ดี มีความแข็งแกร่งทั้งทางใจ และขยันทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพครับ
น้องๆ ฟัง (อ่าน) แล้ว คงจะมีกำลังใจมากขึ้น สู้ต่อไปครับ โอกาสประสบความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า!



