ต่อมาเวลา 13.45 น. เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากวาระการพิจารณกระทู้ถามต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว เข้าสู่วาระการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเอ็มโอยู 43 และ 44 เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีผู้เสนอให้พิจารณาทั้งหมด 5 ญัตติ เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย 2 ญัตติ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคเป็นธรรม อย่างละ 1 ญัตติ

โดยนายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เสนอให้เป็นการประชุมลับ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง แต่ถูกทักท้วงจาก สส.ฝ่ายค้าน ให้ประชุมอย่างเปิดเผย ไม่ควรปิดหูปิดตาประชาชน

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้นักการเมืองมีอิสระในการพูด แต่มีเรื่องควรระวังคือ ความมั่นคง เรื่องเปราะบางที่กัมพูชาก็อยากรู้ ไทยจะคุยอะไรบ้าง การประชุมลับไม่ใช่เรื่องทำไม่ได้ รัฐธรรมนูญให้ทำได้ ไม่ใช่การปิดหูปิดตาประชาชน แต่ควรคุยในวงจำกัด เรื่องยุทธศาสตร์ไม่ควรให้ข้าศึกรู้

ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นแย้งว่า เรื่องเอ็มโอยู 43 และ 44 เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ทับซ้อนอยู่ มีข่าวลือมากมาย ไทยกับกัมพูชา ไม่มีอะไรเป็นความลับต่อความมั่นคง เพราะรบกันแล้ว ควรให้ประชาชนรู้ความจริง เชื่อว่า สส. จะอภิปรายอย่างมีวุฒิภาวะ จากนั้น สส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างแสดงความเห็นโต้แย้งกันไปมา

นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องโหวตตัดสินจะให้ประชุมลับหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมที่ 127 ให้ประชุมลับได้ แค่มีเสียง สส .รับรอง 1 ใน 4 หรือ 123 คน ในที่สุดนายไชยา พรหมา รองประธานสภา ที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม วินิจฉัยให้ประชุมลับได้ หากมีเสียง สส. รับรอง 1 ใน 4 จากนั้นมีเสียง สส. ให้การรับรอง 196 คน ทำให้เป็นการประชุมลับ