ที่น่าสนใจคือท่าทีของ “หมอมิ้ง”นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มองเรื่องความสัมพันธ์ 2ชาติเป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน แต่เหมือนจะตีกระทบไปถึง“กลุ่มคนบางกลุ่ม”ว่าต้องการทำลายเสถียรภาพของรัฐบาล จากการสัมภาษณ์ว่า วันนี้ต้องทำอย่างไรให้คนไทยรวมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ประชาชน  “ฝั่งตรงข้ามต้องการสร้างให้ไทยอ่อนแอ สร้างความขัดแย้งภายในประเทศ และวันนี้จะสังเกตว่ามีความพยายามทำข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ คนไทยบางคนบางกลุ่มก็ยังใช้การทำเฟคนิวส์สร้างให้เกิดความขัดแย้งและอ่อนแอกันภายใน” พร้อมว่า พวกเล่นผลประโยชน์ทางการเมืองมากเสียกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ คือศัตรูแท้จริงของคนไทย

น่าสนใจว่า “พวกที่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ” ตรงนี้หมายถึงใคร จะเป็นฝ่ายการเมืองเหมือนกัน หรือจะหมายถึง “พวกได้อำนาจทางลัด” ก็ยังไม่รู้ เพราะบางเรื่องต้องอาศัยเวลาให้ความจริงปรากฏ แต่ถ้าเป็น“ศัตรูทางการเมือง” ก็คงไม่พ้นพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย” ถ้าเคยรักมาก ก็แค้นมาก!!

และน่าสนใจว่า ก่อนการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของ “นายกฯอิ๊งค์” จู่ๆ  “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตั้งใจส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ โดยโพสต์รูปการพบปะพูดคุยกับนายสารัชต์ รัตนาวะดี นักธุรกิจพลังงานชื่อดัง ผู้บริหารบริษัทกัลฟ์  ไม่ทราบว่า เป็นการโยนหินถามทาง“โชว์ขุมพลัง”หรือเปล่า แต่ก็มีการคาดการณ์อยู่เรื่อย ๆ ว่าจะมีกลุ่ม สส.หรือนักการเมืองย้ายซบภูมิใจไทย

ที่น่าสนใจก่อนหน้านี้คือนายนิพนธ์ บุญญามณี สส.หลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ พบปะ “โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นแม่ทัพทางภาคใต้ของภูมิใจไทย การปล่อยภาพคือตั้งใจให้เห็น คนของพรรคประชาธิปัตย์ย้ายซบพรรคภูมิใจไทยกี่คน  ที่ไปอาจเป็นพวกไม่อยากร่วมชายคากับ “นายกฯชาย”เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค และ“เสี่ยต่อ”เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค โดยอ้างว่า “เพราะอุดมการณ์ของพรรคเปลี่ยนไปแล้ว ไปอยู่ขั้วทักษิณ” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ดูมีแนวโน้มเลือดทะลักออกสูงสุด

ความอ่อนไหวในสถานการณ์การเมืองยังมีมาก ทั้งเรื่องปัญหาชายแดน การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีเหตุการณ์ไหนแทรกซ้อนเข้ามาสะเทือนรัฐบาลอีกหรือไม่ พรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ต้องประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ภายใต้ฉากหน้าที่บอกว่ารัฐบาลเพื่อไทยยังมั่นคง ยังไม่มีใครเห็นว่า “การเคลื่อนไหวใต้น้ำ”เป็นอย่างไร

การแย้มขุมพลัง หยั่งเสียงก่อนเตรียมสู้เลือกตั้งก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องด่วน โจทย์ของเพื่อไทย ณ วันนี้และต่อจากนี้คือ “ทำอย่างไรให้ค่าความนิยมเพิ่ม” เพราะการที่นายกฯ ตัวจริงไม่อยู่หน้างานเรื่องเขมร ทำให้บทบาทของรัฐบาล-พรรคอ่อนแอ ผิดกับสมัย“อดีตนายกฯแม้ว”ทักษิณ ชินวัตร เดินเกมเร็วสางปมเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ

บทบาทของทหารดูจะนำหน้าฝ่ายการเมืองไปมาก เชื่อว่า หลายๆ คนอยากเห็นแอคชั่นของฝั่งตระกูล “ชินวัตร” ที่ชัดเจนต่ อ “ฮุน เซ็น” ผู้ยิ่งใหญ่ของเขมรให้สะเทือน ทั้งในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องเด็ดขาด และในฐานะคนเคยรัก ที่เหมือนเอามีดกรีดใจกันเลือดสาด เล่นกันถึงขั้นทำให้ตระกูลโดนแปะป้าย“ขายชาติ” ทุกคนรู้ว่า การสู้รบแต่ละครั้งสุดท้ายต้องจบที่การเจรจา แต่กับฝ่ายตรงข้ามที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำอย่างไรเป็นแอคชั่นซื้อใจประชาชน สะบัดทิ้งข้อหาตัวไทยใจเขมร

ครั้งหนึ่ง“อดีตนายกฯแม้ว” เคยโดนด่าเป็นลิ่วล้อสิงคโปร์ คราวนี้จะทำอย่างไรไม่ให้ข้อครหาเดิมๆ กลับมาอีก เพื่อรักษาคะแนนพรรค สถานการณ์ก็ไม่รู้สงบได้เมื่อไร แต่ล่าสุดวันที่ 27 ส.ค.ก็มีทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดอีก!!.