กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานฯ จำเป็นต้องเข้าไปจัดการกากอุตสาหกรรมที่ตกค้างเหล่านั้น เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ สกัดกั้นการรั่วไหลแพร่กระจายของสารมลพิษทั้งในดิน แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน ให้อยู่ในวงจำกัด ผลักดันการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมควบคุมมลพิษ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชน

      “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า การสู้กับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก ซึ่งการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่ที่ทำร้ายประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินวางศาลกว่า 4 ล้านบาท จัดการกากตะกรันอะลูมิเนียม กว่า 7,000 ตัน ที่วินโพรเสส จังหวัดระยอง ตอนนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ยังเดินหน้าแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมให้จบสิ้น โดยผลักดันและสนับสนุนงบประมาณปี 2569 ของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงบประมาณที่จะนำไปใช้
แก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมตกค้างหรือจัดการไม่เหมาะสมในหลายพื้นที่ที่หน่วยงานได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด และจำเป็นต้องเข้าไปจัดการกากอุตสาหกรรมเหล่านั้นแทน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบมายาวนาน

      “ณัฐพล รังสิตพลปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการแพร่กระจายของมลพิษจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงาน และสำนักงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้สั่งการและดำเนินคดีผู้ทำผิดอย่างถึงที่สุด โจทย์ที่สำคัญอีก 1 โจทย์ คือการเข้าไปแก้ไขบัญหากากที่ตกค้างในพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมต่อประชาชน และจัดการผู้กระทำผิดกฎหมายให้ถึงที่สุด ให้รับผิดชอบสิ่งที่กระทำ สร้างต้นทุนและภาระที่ผู้กระทำความผิดต้องรับผิดชอบในการจัดการปัญหาและเยียวยาประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้กลไกทางกฎหมายทุกฉบับที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการที่ดีให้สามารถประกอบการต่อไปได้

       พรยศ กลั่นกรองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายหลังงบประมาณปี 69 ผ่านสภาในวาระ 2 และ 3 ตัวเลขงบประมาณที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับการจัดสรรในปีนี้ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากที่เคยได้รับการจัดสรรปีละ 400 ถึง 500 ล้านบาท เพิ่มไปถึง 800 ล้านบาท ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของกรมโรงงานฯ งบประมาณที่ได้รับจะนำมาใช้ใน
การผลักดันภารกิจสำคัญ ทั้งการแก้ไขปัญหาเดิมในอดีต โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ตกค้างในพื้นที่ต่าง ๆ จากข้อมูลพื้นที่ปนเปื้อนที่เกิดจากการลักลอบทิ้ง หรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่เหมาะสม ที่กรมโรงงานฯ ตรวจพบหรือได้รับแจ้งเบาะแส และได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโรงงาน และกฎหมายวัตถุอันตรายกับผู้กระทำความผิดจนถึงที่สุดแล้ว

       ทั้งสั่งการให้นำของเสียไปจัดการในเวลาที่กำหนด แจ้งความดำเนินคดี บางพื้นที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบของเสียเป็นของกลาง ส่งมอบให้กรมโรงงานจัดการ และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายให้กรมโรงงาน โดยขั้นตอนของกฎหมายหากกรมโรงงานต้องเข้าไปจัดการกากอุตสาหกรรมแทน จำเป็นจะต้องจัดหางบประมาณมาดำเนินการก่อน และฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายกับผู้กระทำความผิดต่อไป  

      สำหรับแผนจัดการกากอุตสาหกรรมปี 69

      ในปี 69 กรมโรงงาน ได้รับการจัดสรรงบประมาณ วงเงินกว่า 135 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดการของเสียที่ตกค้าง บรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเพิ่มเติมและต่อเนื่องจากการดำเนินการในปี 68 โดยจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

      1. บริษัท แวกซ์กาเบจ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด จังหวัดราชบุรี: จัดการกากเพิ่มเติม 3,200 ตัน ด้วยงบ 35 ล้านบาท และวางแผนของบปี 70 อีก 43 ล้านบาท เพื่อจัดการของเสียส่วนที่เหลือราว 3,900 ตัน

      2. บริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาอุทัย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา : จัดการของเสียที่เหลือตกค้างทั้งหมดในพื้นที่อีก 6,500 ตัน ด้วยงบกว่า 30 ล้านบาท

      3. บริษัท วิน โพรเสส จำกัด อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง : จัดการของ
เสียที่ตกค้างในอาคารต่าง ๆ เช่น กากตะกอนของเสีย เศษซาก กากตะกอน
และของเหลวในอาคารที่ถูกไฟไหม้ อีกกว่า 5,300 ตัน ด้วยงบประมาณวงเงินราว 65 ล้านบาท ภายใต้แผนบูรณาการพื้นที่ EEC

      4. บริษัท วิน โพรเสส จำกัด สาขาโขดหิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง: จัดการของเสียอันตรายทั้งหมดที่ตกค้างในอาคารและพื้นที่ ประมาณ 300 ตัน ด้วยงบประมาณภายใต้แผนบูรณาการพื้นที่ EEC วงเงิน 5 ล้านบาท

      นอกจากนี้ กรมโรงงานฯ ได้รับงบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อสำรวจปริมาณและขอบเขตการปนเปื้อนในพื้นที่บริษัท
เอกอุทัย จำกัด ที่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย       สรุปได้ว่า ด้วยงบประมาณปี 69 กากของเสียที่ตกค้างบนดินทั้งหมด ใน 2 พื้นที่ จะได้รับการจัดการแล้วเสร็จ ได้แก่ พื้นที่ บริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาอุทัย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด สาขาโขดหิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และด้วยงบกลางปี 68 ที่นำมาใช้จัดการกาก
ช่วงปลายปี 68 ถึงต้นปี 69 จะมีอีก 1 พื้นที่ที่กากของเสียที่ตกค้างบนดินทั้งหมดจะได้รับการจัดการแล้วเสร็จ คือ โกดังภาชี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นผลงานที่เห็นผลชัดเจน
ว่าในปี 69 จะมีพื้นที่ที่กากของเสียได้รับการจัดการแล้วเสร็จ ถึง 3 พื้นที่ นี้ยังไม่นับรวมอีก 1 พื้นที่ที่ใช้งบปี 68 จัดการได้แล้วเสร็จในช่วงปลายปี 68 จำนวน 1 พื้นที่ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

       ทั้งนี้ยังคงมีของเสียตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานได้ดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด และมีความจำเป็นต้องเข้าไปจัดการของเสียแทน ซึ่งกรมโรงงานจะได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 70 ต่อไป การนำเงินงบประมาณมาใช้ในการจัดการของเสียทั้งหมดที่ผ่านมา กรมโรงงานใช้จะเดินหน้าฟ้องร้องหรือบังคับคดีเพื่อเรียกค่าใช้จ่ายกับผู้กระทำผิดต่อไป.