ขณะที่ กทม.ได้เผยแพร่ข้อมูลการเตรียมรับมือกับสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป พร้อม ยืนยันว่ากรุงเทพฯ จะปลอดภัยจากวิกฤติจมน้ำ ด้วยแนวป้องกันน้ำท่วมสูงถึง 3.5 เมตร ร่วมกับระบบระบายน้ำครบวงจร ทั้งนี้ พื้นที่กทม.จะมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.)
นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษก กทม. ระบุถึงสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ว่า เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ ฝนตกหนัก น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุนสูง ประกอบกับลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มปลายแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นดินมีระดับต่ำ หลายพื้นที่มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง อีกทั้งยังเกิดการทรุดตัวของแผ่นดินและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อรวมกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากและทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนมากขึ้น

ที่ผ่านมา กทม.ใช้แนวคิดระบบพื้นที่ปิดล้อม โดยก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมล้อมรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำจากพื้นที่ภายนอกไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ ส่วนภายในพื้นที่ปิดล้อม ก่อสร้างระบบระบายน้ำต่าง ๆ เพื่อระบายน้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ คลองชักพระ และคลองพระโขนง เป็นคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไว้ป้องกันน้ำท่วมจากน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสูงตั้งแต่ 3.5 ถึง 2.8 ม.รทก. ส่วนฝั่งตะวันออกของกทม.ก็จะมีคันกั้นน้ำพระราชดำริ ใช้ป้องกันน้ำไหลบ่าจากพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันออกของกทม.เข้าท่วมพื้นที่ชั้นใน

โฆษก กทม. ยังระบุถึง ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งส่งผลต่อกทม.ในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วม และการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งนี้ ปัจจุบันที่มีการคาดการณ์จากหลายหน่วยงานในเรื่องของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับอนาคตอีก 25 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) มีการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 0.50 เมตร แต่เมื่อพิจารณาจากระดับน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ จุดวัดปากคลองตลาด เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ +2.05 ม.รทก. และหากรวมกับระดับน้ำทะเลคาดการณ์แล้ว จะมีความสูงที่ +2.55 ม.รทก. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับน้ำสูงสุดในปี 2554 ทั้งนี้ แนวป้องกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม. ยังสามารถป้องกันได้ดีเนื่องจากมีความสูงอยู่ที่ 3.00 ม.รทก.

“แม้หลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศจะคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2050 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งและเขตลุ่มต่ำทั่วโลก รวมถึงกทม. นั้น ขณะนี้ กทม.เองก็ได้เตรียมความพร้อมด้วยแผนรับมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายหลักต่าง ๆ สูงถึง 3.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำสูงสุดในอดีตและคาดการณ์ในอนาคต นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ สถานีสูบน้ำ และแก้มลิง เพื่อรองรับน้ำฝนและน้ำท่วมขัง พร้อมใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการติดตามและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อบริหารจัดการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังประสานความร่วมมือในระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อวางแผนและดำเนินงานอย่างยั่งยืน รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างมั่นคง สร้างความมั่นใจว่ากรุงเทพมหานครจะไม่จมน้ำ” โฆษก กทม. กล่าว
ทางด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ความเสี่ยงนี้อาจจะเกิดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน ซึ่งจากข่าวที่มีคือกรุงเทพฯ เป็นอันดับ 9 ที่มีความเสี่ยงเพราะเป็นเมืองหลวงที่อยู่ติดทะเล ดังนั้นเมื่อติดทะเลก็จะมีความเสี่ยงสูงที่น้ำทะเลจะเข้ามา ซึ่งกทม.มีการป้องกันในระดับหนึ่งแล้ว โดยปัจจุบันที่กทม.ทำไว้จึงมีแนวคันป้องกันตามแม่น้ำเจ้าพระยายาว ส่วนชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำก็อาจจะได้รับผลกระทบเมื่อเกิดช่วงน้ำทะเลหนุนสูง

“ชาวกทม.อย่าเพิ่งกังวลมาก เพราะเป็นภาวะที่ทุกเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลจะเจอคล้ายๆ กันในกรณีที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ดังนั้นจึงต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากับระดับน้ำทะเลไม่สูงเท่ากันก็จะต้องมีตัวกั้น ส่วนตัวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเรามีตัวเขื่อนอยู่แล้วก็จะช่วยบรรเทาได้ ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหานั้น กทม.เคยเสนอต่อรัฐบาลแล้วที่ต้องช่วยดูในภาพใหญ่ เนื่องจากมีพื้นที่เชื่อมต่อในหลายจังหวัด ก็เชื่อว่าประเด็นนี้ เราพอมีข้อมูลและหาทางร่วมกัน กทม.ทำเองคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นการทำจึงควรทำเชื่อมโยงกัน 3 ลุ่มน้ำทั้งแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ซึ่งก็คงต้องร่วมมือกับรัฐบาลด้วย”.



