สวัสดีแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ที่น่ารักทุกคน วนกลับมาพบกับ “นูน่าเมี้ยน” เป็นประจำทุกสัปดาห์อีกเช่นเคยผ่านคอมลัมน์ “SeoulStation” พื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวข่าวสารของวงการบันเทิง K-Pop นักแสดง ไอดอลเกาหลีในรอบสัปดาห์มาอัปเดตให้แฟนๆ ทุกคนได้เขามาอ่านกันอย่างจุใจ โดยสัปดาห์นี้นูน่าจะพามาพูดถึงเรื่องราวของศิลปินแถวหน้าของวงการเพลง K-Pop อย่าง “NCT DREAM” เนื่องในโอกาส “ครบรอบเดบิวต์ 9 ปี” ที่ตรงกับวันที่ 25 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ชื่อ NCT DREAM ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อวงบอยแบนด์ แต่คือสัญลักษณ์ของการเติบโต ความมุ่งมั่น และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างสมาชิกและแฟนคลับที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความสุข ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ “ยูนิตวัยรุ่น” ไปจนถึงการรวมตัวกันเป็น “วงสมบูรณ์” ที่สร้างประวัติศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของวงการ K-Pop ผ่านเส้นทางตลอด 9 ปีที่เป็นดั่งนิยายที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก

9 ปีที่ผ่านมา NCT DREAM ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ไม่เพียงแค่ในด้านอายุ แต่ยังรวมถึงแนวเพลงและทักษะการแสดงบนเวที จากเด็กชายที่ใช้โฮเวอร์บอร์ดเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดง สู่การเป็นศิลปินที่สามารถขายบัตรคอนเสิร์ตในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศได้จนหมดเกลี้ยง เรื่องราวของพวกเขาคือบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและพลังจากแฟนคลับคือสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความฝันให้เป็นจริง และต่อไปนี้คือ 9 บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากเส้นทางอันแสนยาวนานของพวกเขา!
บทที่ 1: การถือกำเนิดของ “ความสดใส” และบทเรียนแห่งความไร้เดียงสา (2016)

ย้อนกลับไปในวันที่ 25 สิงหาคม 2016 SM Entertainment สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนเพลงด้วยการเปิดตัวยูนิตน้องใหม่ของ NCT ที่มีชื่อว่า “NCT DREAM” ด้วยเพลงเดบิวต์ “Chewing Gum” ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่สดใสและน่ารัก ซึ่งมีสมาชิก 7 คนประกอบด้วย “มาร์ค” (Mark), “อินจุน” (Renjun), “เจโน่” (Jeno), “แฮชาน” (Haechan), “แจมิน” (Jaemin), “เฉินเล่อ” (Chenle) และ “จีซอง” (Jisung) ที่มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 15.6 ปี ได้รับการนำเสนอในฐานะ “ยูนิตวัยรุ่น” ที่จะมีการสำเร็จการศึกษาเมื่ออายุครบกำหนด คือ อายุเกาหลีครบ 20 ปี (อายุสากล 19 ปี) แนวคิดนี้แม้จะแตกต่างแต่ก็สร้างความผูกพันพิเศษระหว่างแฟนคลับกับสมาชิก เพราะการได้เห็นการเติบโตของพวกเขาไปพร้อม ๆ กัน คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน เพลงที่เต็มไปด้วยพลังงานบวกและท่าเต้นบนโฮเวอร์บอร์ดที่น่าประทับใจ ได้สร้างความประทับใจแรกที่ไม่มีวันลืมเลือน โดยในช่วงเริ่มต้นนั้น วงต้องใช้เวลาฝึกซ้อมท่าเต้นบนโฮเวอร์บอร์ดอย่างหนักหน่วงจนทุกคนได้รับฉายาว่า “นักกีฬาโฮเวอร์บอร์ด” โดยเฉพาะ เฉินเล่อ และ จีซอง ที่เพิ่งย้ายมาใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ไม่นาน ต้องเผชิญกับกำแพงภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพี่ๆ และมิตรภาพของสมาชิก ทำให้พวกเขาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
บทที่ 2: เส้นทางสู่การเป็น “My First and Last” และบทเรียนแห่งการเติบโต (2017)

ปีต่อมา NCT DREAM ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีแค่ความน่ารัก พวกเขาปล่อยเพลง “My First and Last” ที่ผสมผสานดนตรีป๊อปเข้ากับจังหวะอันน่าหลงใหลได้อย่างลงตัว เพลงนี้พาพวกเขาคว้ารางวัลชนะเลิศในรายการเพลงได้เป็นครั้งแรกในรายการ The Show โดย เจโน่ ได้กล่าวในระหว่างการรับรางวัลว่า “นี่คือรางวัลที่เราได้รับพร้อมกับแฟนๆ” และการแสดงความขอบคุณต่อแฟนคลับอย่างจริงใจของพวกเขาในวันนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่ตราตรึงใจจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปินที่มากความสามารถ” ไม่ใช่แค่ “วงน้องใหม่” อีกต่อไป ในปีเดียวกันพวกเขายังได้ปล่อยมินิอัลบั้ม “We Young” ที่มีเพลงไตเติ้ลในชื่อเดียวกัน ซึ่งยังคงคอนเซปต์ความเป็นวัยรุ่นที่สดใสและเต็มไปด้วยพลังงานในแบบของ NCT DREAM บทเพลงของพวกเขาในช่วงเวลานี้เป็นดั่งเพลงประกอบการเติบโตของเด็กหนุ่มที่กำลังเรียนรู้โลกใบนี้
บทที่ 3: การเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนแห่งความแข็งแกร่ง (2018-2019)

ช่วงปี 2018 เป็นช่วงเวลาที่แฟนคลับต้องทำใจเมื่อระบบการ “สำเร็จการศึกษา” ของวงเริ่มทำงาน “มาร์ค” ซึ่งเป็นหัวหน้าวงในขณะนั้นต้องออกจากการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น NCT DREAM ที่เหลือ 6 คนก็ได้ปล่อยเพลง “We Go Up” ที่เป็นเพลงส่งท้ายให้กับมาร์ค ก่อนจะจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก “NCT DREAM SHOW” จำนวน 5 รอบการแสดง ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาได้บอกเล่าความรู้สึกและแสดงความผูกพันกับแฟน ๆ อย่างลึกซึ้ง แม้จะเหลือสมาชิก 6 คน แต่พวกเขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไป พร้อมกับแนวเพลงที่เติบโตขึ้นตามวัยของพวกเขาในมินิอัลบั้ม “We Boom” ในปี 2019 ที่มาพร้อมกับเพลงไตเติ้ล “BOOM” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งแนวเพลงและสไตล์การเต้นที่เฉียบคมและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัลบั้มนี้ยังพาพวกเขาขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต iTunes ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของ NCT DREAM แม้จะเหลือสมาชิกเพียง 6 คน ซึ่งสมาชิกหลายคนเปิดเผยภายหลังว่าพวกเขาได้เขียนข้อความให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้
บทที่ 4: การกลับมาของ “7DREAM” และบทเรียนแห่งการเริ่มต้นใหม่ (2020)

ในที่สุดสิ่งที่รอคอยก็เกิดขึ้น หลังมีกระแสเรียกร้องจากแฟนๆ อย่างมากมาย ต้นสังกัดจึงได้ประกาศ “ยกเลิกระบบการสำเร็จการศึกษา” และยืนยันว่า มาร์ค จะกลับมาร่วมกิจกรรมกับวงอย่างเป็นทางการ ทำให้แฟนๆ ทั่วโลกต่างพากันติดแฮชแท็ก #7DREAM ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งในหลายประเทศ เป็นการตอกย้ำว่าแฟนๆ พร้อมจะสนับสนุนวงอย่างเต็มที่เมื่อสมาชิกทุกคนกลับมารวมตัวกัน และการกลับมาของสมาชิกครบทั้ง 7 คนเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ NCT DREAM พวกเขาปล่อยมินิอัลบั้ม “Reload” ที่มาพร้อมกับเพลงไตเติล “Ridin’” ซึ่งทำลายสถิติยอดขายในทันที และเป็นสัญญาณว่า “7DREAM ที่สมบูรณ์” พร้อมแล้วสำหรับก้าวที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม อัลบั้มนี้มียอดขายกว่า 5 แสนแผ่นในสัปดาห์แรก และทำให้ NCT DREAM เป็นวงที่มีการเติบโตที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
บทที่ 5: การขึ้นสู่บัลลังก์แห่ง “ล้านแผ่น” และบทเรียนแห่งความสำเร็จ (2021)

ปี 2021 คือปีที่ NCT DREAM สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรก “Hot Sauce” อัลบั้มนี้กวาดยอดขายทะลุล้านแผ่นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 16 วัน ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในศิลปินที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดในวงการ K-Pop ความสำเร็จนี้ได้รับการต่อยอดด้วยอัลบั้มรีแพ็กเกจ “Hello Future” ที่มียอดขายรวมกันมากกว่า 3 ล้านแผ่นในเวลาไม่กี่เดือน การกลับมาของ 7DREAM ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมตัวของสมาชิก แต่เป็นการรวมพลังที่จะพาพวกเขาก้าวไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพศิลปิน
บทที่ 6: การพิชิตชาร์ตและยอดขายอย่างต่อเนื่องและบทเรียนแห่งความมั่นคง (2022-2023)

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ NCT DREAM ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 “Glitch Mode” โดยชื่อเพลง “Glitch Mode” มาจากคำแนะนำของ แฮชาน ที่อยากให้ชื่อเพลงดูแปลกใหม่และน่าสนใจ และอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 “ISTJ” ก็ได้เจโน่ และ จีซอง มามีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลงอย่างจริงจังในหลายๆ เพลงในอัลบั้ม ซึ่งทำให้ผลงานของพวกเขามีความหมายและเป็นตัวตนของพวกเขามากขึ้นกว่าเดิมและทั้งสองอัลบั้มก็มียอดขายทะลุล้านแผ่นเช่นกัน ทำให้ NCT DREAM เป็นวงที่มีอัลบั้มยอดขายเกินล้านแผ่นติดต่อกันหลายชุด ความสำเร็จด้านยอดขายนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของพวกเขาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเกาหลี แต่ขยายไปทั่วโลกอีกด้วย
บทที่ 7: การพิชิตเวทีโลก “THE DREAM SHOW” และบทเรียนแห่งความผูกพัน (2022-2024)

นอกจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว NCT DREAM ยังพิสูจน์ความนิยมระดับโลกผ่านเวิลด์ทัวร์ “THE DREAM SHOW” ที่จัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก บัตรคอนเสิร์ตที่ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงจำนวนผู้ชมที่มากมายในแต่ละรอบการแสดง สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ “ความฝัน” ของแฟนคลับในประเทศเท่านั้น แต่เป็นศิลปินที่ “สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการที่พวกเขาได้จัดคอนเสิร์ตที่ Gocheok Sky Dome ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแสดงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ และยังได้จัดคอนเสิร์ตที่ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะการเป็นศิลปินระดับโลกของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
บทที่ 8: การทำงานร่วมกันในฐานะ “พี่ชายและน้องชาย” และบทเรียนแห่งความรัก (ตลอดไป)

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา NCT DREAM ได้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นแบบ “ครอบครัว” สมาชิกในวงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงาน แต่เป็นเหมือนพี่ชายและน้องชายที่คอยดูแลและให้กำลังใจกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ความเป็นทีมเวิร์กที่แข็งแกร่งนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านรายการต่าง ๆ ที่พวกเขาร่วมทำด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น “7DREAM in the HOUSE” หรือการแสดงบนเวทีที่เต็มไปด้วยความเข้าขา การแสดงที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติของพวกเขาทำให้แฟน ๆ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้ด้วย
บทที่ 9: การเติบโตในฐานะปัจเจกบุคคล และบทเรียนแห่งการไขว่คว้าความฝัน (ปัจจุบัน)

นอกจากความสำเร็จในฐานะกลุ่มแล้ว สมาชิกแต่ละคนยังได้พิสูจน์ความสามารถในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานในโปรเจกต์พิเศษของ NCT อย่าง NCT U การปล่อยเพลงเดี่ยวของ “เฉินเล่อ” และการร้องเพลงประกอบซีรีส์ของ “อินจุน” รวมถึงบทบาทการแสดงที่เพิ่มขึ้นของ “แจมิน”, “เจโน่” และ “จีซอง” ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่ไม่หยุดนิ่งของพวกเขา และเป็นเครื่องยืนยันว่าแต่ละคนต่างมีความฝันและเป้าหมายที่ชัดเจนบนเส้นทางของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเป็น NCT DREAM ที่แข็งแกร่งอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
บทสรุป: ความฝันที่ยังคงดำเนินต่อไป

จากเด็กชายที่สดใสที่ต้องแยกจากกันตามระบบ สู่การกลับมารวมตัวเป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพล NCT DREAM ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความฝัน” นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องในจินตนาการ แต่สามารถ “เป็นจริง” ได้ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่น โดยมีแฟน ๆ คอยเคียงข้างในทุก ๆ ย่างก้าว จาก “Chewing Gum” ที่สื่อถึง “วัยแรกแย้ม” สู่เพลงอย่าง “ISTJ” ที่เต็มไปด้วย “สไตล์ที่เติบโตขึ้น” เพลงของพวกเขาได้กลายเป็นตัวแทนของช่วงชีวิตที่แตกต่างกันไป และเรื่องราวของ NCT DREAM จะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสร้างบทเรียนและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับผู้คนทั่วโลก!.
คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”



