การเมืองวันนี้เข้มข้นยิ่งกว่า “ละครหลังข่าว” เริ่มฉากง้องอนขอคืนดี ยกอดีตมาโจมตีคนอื่น นับเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย “มีเรื่อง” กับพรรคส้ม หรือพรรคประชาชน ( ปชน.) มาแล้วทั้งสิ้น แต่วันนี้สองพรรคต่างดึงเสียงพรรคส้มมาเพื่อเสถียรภาพในการตั้งรัฐบาล แต่ทางพรรคส้มมีจุดยืนว่า จะไปหนุนนายกฯ คนใหม่ ที่ยอมรับเงื่อนไขพรรค คือ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)  จากนั้น ยุบสภาเตรียมเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรค ปชน.จะไม่ร่วมรัฐบาล   

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กว่า เป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม  ถ้าพรรค ปชน.ตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกฯ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

อีกทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่นายชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรค พปชร.กลับไปได้ แคนดิเดตก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี  ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรค ปชน.

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือรักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรค ปชน.เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ดีที่สุด พรรค ปชน.น่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้  ส่วนที่หลายคนเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ตนเผื่อใจไว้แล้ว  ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมด การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่  ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า ณ วินาทีนี้ พรรค ปชน.ยังไม่ตัดสินใจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ว่า ไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของนายก ฯ  ส่วนตัวเห็นว่าทำไม่ได้  รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบ   

ที่ทำเนียบรัฐบาล  “มท.อ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ที่ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทยนั้น พรรคภูมิใจไทยมีอะไรมั่นใจถึงขนาดกล้าประกาศออกมาแบบนั้น และที่บอกว่า มี 280 เสียง ไปถามพรรค ปชน.หรือยัง เขายังไม่ได้บอกว่าจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่า พรรค ปชน.ต้องใช้เหตุ ใช้ผล ใช้การตัดสินใจอย่างเต็มที่ และข้อเสนอที่เสนอมา สำหรับพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีอะไรที่ขัดข้องหมองใจกัน ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชามติ ก็เป็นเรื่องที่ตนเคยเป็นประธานในการผลักดัน

พรรค ปชน.คุยกับพรรคเพื่อไทยง่ายกว่าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ก็พูดไว้แล้วว่าอยากให้ลืมเรื่องอื่นๆแล้วมาร่วมมือกัน พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธเลย พรรคเพื่อไทยก็ติดต่อพรรค ปชน.ไปบ้างแล้ว อาจมีความไม่ลงรอยกันก่อนหน้านี้แต่ก็ต้องเอาเรื่องประเทศชาติเป็นสำคัญ  แล้วพรรค ปชน.ลงรอยกับพรรคภูมิใจไทยหรือ เรื่องเขากระโดง หรือเรื่องฮั้ว สว. ถามว่าพรรคประชาชนยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือ

พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามประกาศตัวเพื่อที่จะดึงคนอื่นเข้ามาร่วม แต่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว  การประกาศบนความว่างเปล่าว่าพรรคภูมิใจไทยจะตั้งรัฐบาลได้ ขอให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับไปนั่งคิดให้มากๆ ก่อนว่าการพูดเลื่อนลอยมีความน่าเชื่อถือหรือไม่  พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังจับมือร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งคุยกันเมื่อวานไม่มีใครขัดข้อง  ส่วนพรรคกล้าธรรมเราถือว่า วันนี้เป็นการล้างไพ่ ต้องมาคุยกันใหม่ แล้วมาตัดสินใจร่วมกันเป็นรัฐบาล และการเลือกนายกฯ ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องใช้วันเวลาแค่ไหน ให้สภาฯเป็นผู้พิจารณา  

เมื่อถามว่า ในที่ประชุม ครม.จะหารือถึงอำนาจยุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ไม่ต้องหารือ ถ้าเราจะยุบ เราก็ยุบเลย ถ้าใครขัดข้องก็ไปฟ้องได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาจุกจิก เพราะเราเชื่อว่าไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะนี้เป็นกระบวนการสร้างข่าวทำให้รู้สึกว่าไม่แน่ใจ รัฐบาลไม่มีปัญหา และการตั้งรัฐบาลก็ยังไม่จบง่ายๆ ตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจยุบสภา  ขึ้นอยู่กับว่าอะไรจะเป็นประโยชน์ที่สุดแล้วค่อยคิดยุบสภา แต่ตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน  และต้องมาคุยข้อเสนอของพรรค ปชน. ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันที่อยากเห็นประชาธิปไตย และการเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติ”  

“เลขาบอย” สรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  เราไม่ได้รับปากข้อเสนอของพรรค ปชน.แบบชุ่ยๆ เพราะถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้มันเสีย ต้องดูว่าทำได้แค่ไหน ไม่ใช่ว่าอยากเป็นจนรับปากแล้วมันเป็นไปไม่ได้ 4 เดือนไม่เสร็จ อาจจะต่อรองเป็น 6 เดือน วันไหนเรื่องต่างๆ เรียบร้อยจะไปเทียบเชิญพรรค ปชน.อย่างเป็นทางการ หากย้อนกลับไปจริงๆ เพื่อไทยกับ ปชน.เป็นน้ำเดียวกัน แต่ถูกแยกโดยเหตุการณ์การเมือง การเมืองบังคับให้เป็นแบบนั้น เพราะเรามีจุดยืนเดียวกันคือคงไว้ซึ่งประชาธิปไตย 

ส่วนกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทย และบอกว่า มี สส.อีกนับสิบคนตามมา เรื่องนี้ได้พูดคุยกันในกลุ่มแล้ว  เข้าใจเหตุผลของแต่ละคน ยอมรับว่ามีไปบางส่วนก็เข้าใจได้ ส่วนจำนวนนั้นยังไม่ทราบ แต่ก็พยายามคุยกันอยู่ ว่าให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ และจุดยืนของพรรค 

มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้มี สส.เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ สส.ของพรรคเพื่อไทย ตามนายศักดิ์ดาไป อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์, พล.ต.ต.สุรพล บุญมา สส.นครนายก, นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ และนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษโดยรายชื่อเหล่านี้ สส.ในพรรคทราบดีแล้วถึงท่าทีที่เปลี่ยนไป เพียงแต่รอจังหวะเวลาเท่านั้น แต่เมื่อถึงจังหวะโอกาสเหมาะสมจึงได้ตัดสินใจ

รายงานข่าวจากภูมิใจไทยแจ้งว่า เสียงหนุนเสี่ยหนูเป็นนายกฯ นิ่งแล้วกว่า  90% นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง ตัด น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์  ทิ้งไป พรรค ปชน.143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรค พปชร.18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียง คือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง  พรรคภูมิใจไทยไม่กังวลเรื่องรัฐบาลนี้จะยุบสภา เพราะเพื่อไทยไม่พร้อมเลือกตั้ง ประสบปัญหาความนิยม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวว่า ขั้วรัฐบาลเดิมพยายามรวมเสียง มั่นใจว่ามีเพียงพอ ก็ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอยู่ที่พรรคกล้าธรรมไม่มา เพราะวันที่ 29 ส.ค.เขาติดประชุมพรรค และขออย่าเพิ่งสรุปว่า ภูมิใจไทยมีตัวเลขถึง 288 เสียง  ข้อเสนอของพรรค ปชน. เราไม่ได้ติดขัดอะไรมากมาย ถ้าดูดีเอ็นเอของพรรค ปชน.และพรรคเพื่อไทยก็ไม่ห่างกันมาก  นโยบายหลายอย่างสอดคล้องและคลายคลึง

เมื่อถามอีกว่า จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า บัญชีของพรรคเพื่อไทยและเหลืออยู่คนเดียว ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นไปตามนั้น ถ้ารวมเสียงไม่ได้ ก็จะดูว่า กฎหมายให้รักษาการนายกฯ ยุบสภาได้หรือไม่

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย (คปท.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช.  กล่าวว่า การพ้นตำแหน่งของ “นายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนหน้า หากยังคงให้พรรคเพื่อไทยส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป ย่อมไม่ต่างอะไรจากการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองเดิม  แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด เพื่อแสดงพลังและส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมือง คปท.จึงประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ส.ค. เวลา 12.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 

 6 เงื่อนไขที่ คปท.ต้องการให้รัฐบาลใหม่ยึดถือ ได้แก่ 1.แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต้องไม่ใช่บุคคลที่มาจากพรรคเพื่อไทย  2.หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้อง หมวดหนึ่งและสอง  3.ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา 4.ยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จาก 30 ปี เป็น 99 ปี 5.ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่าง เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีคาสิโน 6.ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน