เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนทำให้เก้าอี้ผู้นำประเทศสั่นสะเทือน และการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2567 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ด้าน “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง ได้เผยทัศนคติเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการเปลี่ยนผู้นำประเทศ โดยเปรียบเทียบกับการทำงานในวงการบันเทิงที่ตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมทั้งประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และละครไทยที่กำลังเป็นกระแสปมร้อนในตอนนี้

โดย อ๊อฟ เผยว่า “สำหรับความเห็นเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และละคร ในมุมมองของผมในฐานะผู้กำกับและผู้จัดละคร เรื่องลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ถ้าคุณละเมิดลิขสิทธิ์ก็ถือว่าผิดทั้งในเชิงจรรยาบรรณและกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้วเรื่องผิดถูกก็ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล เราเองรับรู้เพียงข่าวสารเท่าที่เขาอยากให้รู้ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องของใครถูกใครผิด ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องการไปละเมิดใคร มีแต่เคยถูกละเมิด เพราะสมัยก่อนเราทำละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเราที่เราแต่งเอง แต่สุดท้ายจะมารีเมคไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นของตัวเอง ถามว่าเรื่องนี้แก้ไขยังไง ก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ แค่นั้นเอง เรื่องที่แล้วคิดเองได้ ทำไมเรื่องใหม่จะคิดไม่ได้ล่ะ

ส่วนประเด็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ มีคนเคยมาปรึกษาไหม ผมบอกเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาปรึกษาผมหรอกครับ ควรไปปรึกษานักกฎหมายดีกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ถูกต้อง อันไหนที่เราคิดว่าจะไปละเมิดสิทธิก็ควรแจ้งเจ้าของเขา ผมว่ามนุษย์เรามีความเมตตาอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเอง คนในวงการด้วยกันเอง หยวนๆ กันได้ ประนีประนอมกันได้ ผมว่าเรื่องลิขสิทธิ์หรืออะไรก็ตาม การพูดคุยกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะปวดหัวทีหลัง มีหลายครั้งที่คนทำละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คุยกันให้เรียบร้อย แล้วมาโดนเรียกค่าเสียหายทีหลังก็มีเยอะแยะไปหมด

ถามว่าเราเคยฟ้องใครไหม ผมฟ้องเมียอย่างเดียว (หัวเราะ) ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเท่าไหร่ ทุกวันนี้แม้แต่จะร้องเพลงของตัวเองยังต้องขออนุญาตคนแต่ง ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกต้องของเขา และต้องเสียเงินให้บริษัทต้นสังกัดด้วย เราก็ทำตามกฎของเขา นักร้องทุกคนสัญญาก็เป็นแบบนั้น เราก็ต้องเคารพสัญญาและอยู่กับมันมา 40 ปีแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องแก้ด้วยกฎหมาย อย่าแก้ด้วยอารมณ์ เพราะถ้าใช้อารมณ์แล้วมีตั้งแต่ด่ากัน ต่อยกัน ยิงกัน ฆ่ากัน เยอะแยะไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี ถ้าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์แล้ว ผมว่ามันบันเทิงแน่ๆ”

ผู้กำกับชื่อดัง ได้เผยต่อว่า “สำหรับเหตุการณ์ตอนนี้ที่บ้านเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เฮ้อๆ ชั่วโมงนี้ เวลานี้เฮ้อ มีความหวังไหม ทุกวันนี้ผมไม่อยากพูด เดียวจะโดนสีนั้นสีนี้มาอีก ขออนุญาตไม่วิจารณ์ก็แล้วกัน เราเป็นแค่คนไทยต้องทำตามกฎหมายเรื่องของการเลือกตั้ง แล้วเผอิญคนส่วนมากของประเทศเราเลือกพรรคหนึ่ง แล้วพรรคหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล เราก็ต้องให้สิทธิเขาจัดตั้ง เขาจะเอาใครมาเป็นนายกฯ เราไม่สามารถกำหนดได้ แต่เราสามารถเฝ้าดูการทำงานของเขาได้ ชอบได้ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ในขอบเขตเป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกันแหละ ผมเองทำงานระบบการทำงานของผมคือผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมเลือกคนเก่งมาทำงาน ผมเลือกผู้ช่วยเก่งๆ ผมเลือกนักแสดงดีๆ เอ๋-กษมา หม่ำ จ๊กมก นี่คล่องมาก หรือฝ่ายศิลป์เลือกเก่งๆ มาอุ้มเรา นี่คือการทำงานของผม แล้วถ้ารัฐบาลเอาแบบนี้ไปทำได้นะครับ ท่านไม่ต้องเก่งไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เอาคนเก่งมาแต่ขอให้เก่งจริง แล้วที่สำคัญสุดในเรื่องของประเทศชาติคือความซื่อสัตย์ จริยธรรมต้องมีครับ

ส่วนสิ่งที่อยากให้แก้มากที่สุด หรือเรื่องเร่งด่วน ก็เยอะนะ ผมว่าที่ไม่เคยได้รับการแก้หรือเหลียวแลเลยคือปัญหาปากท้องของผู้ไม่มีอันจะกิน ผู้มีรายได้น้อย ไม่เคยแก้ปัญหาเลย ที่ทำอยู่นี้ประชานิยมล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องแจกเงินแจกอะไรกัน มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น คุณจะให้เขาได้อาหาร แทนที่คุณจะแจกเบ็ดไปแจกปลาเลยเอาไปกินมื้อเดียวก็หมดเลย แต่ถ้าคุณแจกเบ็ดสอนวิธีหาเหยื่อสอนตกเบ็ดมันกินได้ตลอดชีวิตนะ นี่คือฐานของธรรมชาติสุด นี่เหรอจนเหรอเอาเงินไปๆ เงินจากไหนก็งบประมาณ เฮ้อ ผมไม่ใช่รัฐบาลนะ ผมไม่ใช่คนเก่งจะมาเชิญผมไปเป็นรัฐมนตรีนั่นนี่ผมไม่ไปนะ แต่ว่ามันง่ายๆ แค่นี่เองนะ โอ้พูดมากไปแล้ว เดียวเขายึดปริญญาคืน (ยิ้ม)”