เมื่อวันที่ 1 ก.ย. รายการโหนกระแส เปิดวงถกสถานการณ์การเมืองไทย หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งชุดต้องพ้นตำแหน่งและเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แขกรับเชิญในรายการประกอบด้วย ศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย มาร่วมวิเคราะห์เรื่อง พรรคประชาชน ซึ่งมีเสียง สส. 140 เสียง เป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางการโหวตครั้งนี้ ว่าจะเทไปทางพรรคเพื่อไทย ที่ส่งนายชัยเกษม นิติสิริ หรือพรรคภูมิใจไทย ที่ดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล

สมการในสภาที่ขั้วเพื่อไทยมีเสียงราว 140 เสียง ขั้วภูมิใจไทยมีประมาณ 69 เสียง และได้รับแรงหนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมบางส่วน ขณะที่พรรคประชาชน ถือเสียงกลางซึ่งจะชี้ขาดผลลัพธ์ได้ทันที

รศ.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชนคือตัวละครสำคัญตัวจริง เพราะทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้หากไม่ได้เสียงสนับสนุน และแม้ข้อเสนอ 3 ข้อของพรรคประชาชน ยุบสภาภายใน 4 เดือน, ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และไม่ร่วมรัฐบาล จะถูกตอบรับจากทั้งสองขั้ว แต่ยังมีคำถามเรื่องความจริงใจและการปฏิบัติได้จริง โดยวันนี้หากเราพิจารณาจริงๆ ในขั้วทั้งหมด 3 ขั้ว คนที่ไม่พร้อมเลือกตั้งที่สุดคือเพื่อไทย ด้วยคะแนนนิยมที่ต่ำที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ ซึ่งอยู่ที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ เพื่อเตรียมประชุม สส. ช่วงบ่าย ได้ยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยจะเปิดให้ถกเถียงเต็มที่และยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เขาอธิบายว่ามี 3 ทางเลือก คือ เลือกเพื่อไทย ซึ่งอาจผลักดันนโยบายก้าวหน้าแต่เสี่ยงขัดแย้งเดิม เลือกภูมิใจไทย ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยควบคุมง่ายแต่กระทบภาพลักษณ์ หรือไม่เลือกใครเลย ซึ่งจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง เขาย้ำว่าการเลือกครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกนายกฯ ที่ดีที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเลือกคนที่จะพาประเทศไปสู่การยุบสภา เพื่อให้ประชาชนเลือกผู้นำที่ดีกว่าในอนาคต

ศ.ดร.ปริญญา ชี้ว่า การที่บอกว่าเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน จริงๆ ถ้าเรานับนิ้วรวมไปถึงช่วงที่ต้องรักษาการรัฐบาล จัดการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จ กว่า ครม.ใหม่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 9-10 เดือน

ส่วน นายจตุพร ตั้งคำถามต่อประเด็นที่นายชัยเกษม ไม่ได้เดินทางมาเจรจากับพรรคประชาชนเองนั้น เจ้าตัวให้เหตุผลว่าไม่มีใครชวน และย้ำว่าตนเป็นเพียงหนึ่งในกลไกการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย หากพรรคประชาชนสนับสนุนก็ถือเป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว จตุพรชี้ว่า เรื่องนี้เป็นการชี้ชัดไหมว่า “ชัยเกษม” เป็นเพียงแค่หมากที่เปิดทางไว้ ให้ทำการดีลต่างๆ นอกเหนือจากนี้ ดูอย่างตอนที่เศรษฐา ถูกตัดสิทธิ ตอนแรกก็ชูชื่อชัยเกษม แต่พอสุดท้ายก็กลายเป็น แพทองธาร รอบนี้ก็เหมือนเดิมอีก

ทั้งนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่มาร่วมรายการ เห็นตรงกันว่าการโหวตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคต การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะเป็นจุดหักเหที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในเวลาไม่นาน หรือเปิดฉากความขัดแย้งรอบใหม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การประชุม สส.พรรคประชาชน ในบ่ายวันนี้ว่าเสียง 143 เสียง จะเลือกข้างใด และคำตอบนั้นจะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกบทหนึ่ง

ขณะที่ ข้อสังเกตถึงคดีความที่เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของพรรคประชาชน โดยเฉพาะคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หากพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อาจเกิดแรงกดดันให้เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้

ศ.ดร.ปริญญา วิเคราะห์ต่อว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยน่าจะใช้โหมกระแสอย่างหนัก หากพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกสนับสนุนภูมิใจไทย สองคดีนี้ก็อาจเงียบลง เพราะทางภูมิใจไทยจำเป็นต้องเข้าไปจัดการและเคลียร์คดีให้ผ่านพ้นไป แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจต่อประชาชน ควรโยนแรงกดดันไปยังนายอนุทิน ให้แถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า ตลอดช่วง 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลก่อนยุบสภา จะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือพยายามแทรกแซงการดำเนินคดีเหล่านี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปโดยไม่ถูกบิดเบือน

ขอบคุณรายการโหนกระแส