เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบระเบิดแบบ ลูก ค. แสวงเครื่อง บริเวณพื้นที่ใกล้ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ โดยตรวจพิสูจน์แล้วพบว่า เป็นระเบิดของกัมพูชา ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาเข้ามาวางระเบิดในแผ่นดินประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยได้ตรวจพบมีการบินโดรนสอดแนมของกัมพูชา ที่บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน และพื้นที่ช่องสายตะกู ทั้งนี้ได้ใช้ระบบแอนตี้โดรนทันที เมื่อรุกล้ำเข้าเขตอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่ตรวจพบ เพื่อนำส่งให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบก่อเหตุซ้ำอีก ตลอดจนรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า เช้าวันเดียวกันนี้ที่ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผอ.ศบ.ทก. จะเป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ครั้งที่ 31 เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์และพิจารณาการดำเนินการสร้างรั้วในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

“รัฐบาลยังคงติดตามแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างใกล้ชิด โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณชายแดน 7 จังหวัด อย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าตอบโต้ประท้วงกัมพูชาผ่านช่องทางทางการทูต และพร้อมปฏิบัติการทางทหาร หากถูกละเมิดอธิปไตยไทยอย่างโจ่งแจ้ง” นายจิรายุ กล่าว.