การเมืองไทยถึงจุดร้อนแรงอีกครั้ง หลัง “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประกาศเทเสียง สส. สนับสนุน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยมีเงื่อนไข 5 ข้อ ประกอบด้วย 1. นายกฯคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป 2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติ ก่อนที่รัฐสภาจะแก้ไข รธน. 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นการแก้ไข รธน.2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือก สส.

3.ในกรณีที่ศาล รธน.วินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่าง รธน. ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไข รธน.2560 ตามมาตรา 256 นั้น ครม.ชุดใหม่ พรรค ปชน.และพรรค ภท. จะเร่งผลักดันร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาชุดนี้โดยเร็ว เพื่อสร้างหลักประกันว่า นายกฯ คนใหม่จะยุบสภา ภายใน 4 เดือนจริง 4. พรรค ภท.ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 5. พรรค ปชน.ยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

หัวหน้าพรรค ภท.ก็ยอมรับ โดยมีการลงนามใน Memorandum of Agreement (MOA) หรือ บันทึกข้อตกลง แต่หนทางดูเหมือนจะราบรื่น แต่กลับพีคยิ่งกว่า เมื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจเดินหน้ายุบสภา “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ กล่าวถึงการยื่นเรื่องยุบสภาว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบบประชาธิปไตยมันก็บิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะทำ การตัดสินใจของพรรค ภท.และพรรค ปชน. ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

โดยได้ยินประกาศว่า ทางพรรค ปชน.โหวตให้ แต่ไม่ร่วมเป็นรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นอยู่มีการดึงซื้อ สส. และมีการดึง สส.ต่างๆ ซึ่งมันสับสนอลหม่านในสถานการณ์ที่เราดูอยู่ขณะนี้กับเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีปัญหา เราเห็นว่าสิ่งที่สำคัญวันนี้ ถ้าไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้ามาสู่ประเทศได้ มันยิ่งทำให้ปัญหาเศรษฐกิจยิ่งถูกกระทบและรุมเร้า

“ฝ่ายกฎหมายก็คิดว่ามันควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครที่จะมีสิทธิไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัยในสถานการณ์ต่างๆ ผมเองในฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ได้พิจารณาและได้รวบรวมความคิดเห็นต่างๆ นี้อย่างชัดเจนแล้ว ก็คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายสถานการณ์ต่างๆ ให้พระองค์ทราบ และคิดว่ามันจะได้แก้ไขปัญหานี้ จึงตัดสินใจที่จะยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ก็ต้องรอ เป็นกระบวนการตามประชาธิปไตย ตามกระบวนการตาม รธน. ก็ต้องรอ ถ้าเป็นอย่างนี้พรรค ปชน.กับ ภท.ก็ต้องไปพิจารณา” นายภูมิธรรม กล่าว

ก่อนหน้า “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงอำนาจการยุบสภาของรักษาการนายกฯ ว่า ได้ให้ความเห็นไปแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เมื่อถามว่า ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่เชื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ท่านต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งก็มีความเห็นทางวิชาการหลากหลาย เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ เมื่อถามอีกว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาแล้วมีคนไปร้องต่อศาล รธน.การเมืองในช่วงนั้นจะเป็นอย่างไร นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องยังไม่เกิดขอไม่ตอบดีกว่า เดี๋ยวนักวิชาการจะมาว่าตนอีกว่าตนไม่ใช่นักวิชาการไปพูดอะไรมากมาย

นอกจากนี้ยังปรากฏหนังสือที่ “นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์” เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ส่งหนังสือเวียน ถึงกระทรวง กรม และหน่วยงานอิสระ เรื่อง ขอซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา โดยอ้างถึงหนังสือ สำนักสลค.ที่ นร 0508/ว101 ลงวันที่ 23 ก.พ.61 ว่า กรณีการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ ส่วนราชการ จะต้องพึงระวังตรวจสอบกลั่นกรองว่าได้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งหากเป็นเรื่องที่มีข้อร้องเรียนว่า มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติที่ได้กำหนดไว้ ก็สมควรได้ตรวจสอบหรือดำเนินการให้แก้ไขเป็นที่ยุติเสียก่อน รวมทั้งเรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และสำนักสลค.ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ หนังสือที่แนบอ้างอิง ลงวันที่ 23 ก.พ. 61 และหนังสือดังกล่าวถูกส่งเวียนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 7 ธ.ค. 64 ซึ่งอยู่ในสมัยที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ

อย่างไรก็ตามมีแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากที่ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย  ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ได้กราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) ยุบสภา เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 68 สำนักองคมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลั่นกรองหนังสือและถวายความเห็นประกอบกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกากลับมาให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยมีหนังสือนำส่งกลับคืนมา ระบุว่า “การกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอเพื่อขอพระมหากรุณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้งว่ากระทำได้หรือไม่ ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำความเห็นประกอบว่า รัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้  จึงไม่สามารถกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้” โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำรายงานให้นายภูมิธรรม ในฐานะผู้กราบบังคมทูล ทราบแล้ว โดยนำเสนอหนังสือของสำนักองคมนตรี ไปให้ทราบด้วย

จากนี้ต้องรอดูว่า “นายภูมิธรรม” ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จะดำเนินการอย่างไร เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

“ทีมข่าวการเมือง”