เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 2568) กรณีมีชาวกัมพูชารวมตัวกดดันทหารไทย และประท้วงป้ายแจ้งเตือนที่ให้ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่รุกล้ำอธิปไตยไทย ว่า กรณีบ้านหนองจาน ได้มีการประชุมไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 แล้ว ในวันนี้จะพิจารณาเรื่องที่จะนำไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่จะมีการประชุมในช่วงระหว่างวันที่ 10 ก.ย. 2568 โดยฝ่ายเลขาจะไปตั้งแต่วันที่ 7-9 ก.ย. 2568 และที่ประชุม ศบ.ทก. จะมีการประชุมเรื่องที่จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในช่วงบ่ายวันนี้ (5 ก.ย. 2568)
ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนการสร้างรั้วบริเวณบ้านหนองจาน ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการ หรือต้องนำเข้าที่ประชุม สมช. พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เห็นชอบในหลักการโดยให้ สมช. พิจารณาในรายละเอียด พร้อมบอกว่าการสร้างรั้วไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมที่ปรึกษาได้ให้ข้อสังเกตไว้ ว่า เขตแดนอยู่ลำคลองการสร้างรั้วบนตลิ่ง ทีมที่ปรึกษาได้ขอให้พิจารณาในรายละเอียด เพราะอนาคตกัมพูชาอาจจะทึกทักเอาว่าเขตแดนของไทยอยู่ที่แนวรั้ว ซึ่งข้อเท็จจริงฝ่ายความมั่นคงบอกว่ารั้วไม่ได้หมายถึงเขตแดน แต่หมายถึงเครื่องกีดขวางทางด้านความมั่นคง สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งที่ปรึกษาก็มีความเป็นห่วง เพราะกัมพูชาไม่ได้สนใจในรายละเอียด ดังนั้น สิ่งที่ที่ปรึกษาได้ให้ข้อสังเกตไว้ควรจะมีข้อตกลงให้ชัดเจนทั้ง 2 ฝ่ายก่อนจะดำเนินการ พร้อมให้คำแนะนำว่าไทยต้องขอสงวนสิทธิ์ ในการใช้พื้นที่กลางลำคลองด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วกัมพูชาจะยึดทั้งหมดเป็นเขตแดนของเขา จึงอยากจะขอให้สื่อช่วยทำความเข้าใจกับสังคมด้วย
เมื่อถามว่าการจะไปประชุมจีบีซีขณะที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสามารถดำเนินการได้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หนักใจพอสมควร ซึ่งตนได้ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ก็คงต้องไป ถ้าไม่ไปประเทศชาติจะเสียประโยชน์ ขณะที่กัมพูชาแล้วแต่ประเทศไทย ว่าจะไปหรือไม่ไป ซึ่งเลขาฯ กฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศได้ให้คำแนะนำว่าประเด็นใดที่จะผูกพันไปถึงรัฐบาลใหม่ก็ขอให้หลีกเลี่ยง ให้ประชุมเฉพาะประเด็นที่ประเทศชาติได้ประโยชน์
เมื่อถามอีกว่าการประชุมในวันที่ 10 ก.ย. 2568 จะไม่มีข้อสรุปเงื่อนไขเดิมที่เคยคุยไว้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า จะเป็นการพูดคุยเรื่องเดิมที่ยังไม่มีความคืบหน้า คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และประเด็นบ้านหนองจาน พร้อมชี้แจงว่าเดิมจะนำประเด็นเรื่องบ้านหนองจานไปหารือในที่ประชุมจีบีซี แล้วนำกลับมาให้ผู้ว่าฯ จังหวัดสระแก้ว และ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยของกัมพูชา คุยจัดทำรายละเอียด ถ้าไม่มีความคืบหน้าจึงจะดำเนินการในแง่ของกฎหมาย แต่เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ขอนำเรื่องเข้าที่ประชุม ศบ.ทก. พร้อมขอความเห็นใจ ประชาชนไปกดดันถ้าไม่ดำเนินการใด ๆ จะแจ้งความเอาผิด มาตรา 157 ขั้นตอนก็เลยต้องสลับกัน ซึ่งที่ประชุมก็เห็นใจผู้ว่าฯ และก็ให้ดำเนินการไปก่อน โดยให้คุยกับผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ซึ่งจะมีการคุยกันในวันที่ 8 ก.ย. 2568 คาบเกี่ยวกับการที่จะมีการประชุมจีบีซี
พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า บางครั้ง ศบ.ทก. และรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่ต้องการ หรือวางแผนไว้ ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย เมื่อประชาชนบอกว่ารอการประชุม GBC ในวันที่ 10 ไม่ได้ จึงขอให้ผู้ว่าฯ สระแก้วอนุมัติดำเนินการก่อน โดย ศบ.ทก. เห็นชอบในเบื้องต้น จึงจะนำเข้าที่ประชุม สมช.วันนี้ เพราะไม่ทราบว่า จะมีการประชุม ศบ.ทก.อีกหรือไม่ เพราะคำสั่งใดที่รัฐบาลเดิมแต่งตั้งไว้ เมื่อรัฐบาลสิ้นสุด ก็จะหมดไปด้วย ยืนยันเราไม่ได้ยุบ ศบ.ทก. แต่จะสิ้นสุดไปตามรัฐบาล และวันนี้อาจเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย จึงอยากจะขอโอกาสนี้ขอบคุณสื่อฯ ที่ผ่านมาช่วยทำความเข้าใจกับสังคม จนมั่นใจว่าสื่อช่วยได้เยอะ พร้อมเปิดความในใจว่า
“การทำงานในห้วงเวลาที่ผ่านมา ผมเองเป็น รมช.กลาโหม ขณะที่อีกหน้าที่เป็น ผอ.ศบ.ทก. เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมพูดหรือคิดอะไร จะคิดในกรอบ ผอ.ศบ.ทก. ไม่ได้คิดเรื่องทหารอย่างเดียว บางครั้งสื่ออาจไม่เข้าใจว่าทำไม รมช.กลาโหมไปคิดเรื่องอื่น ขอความกรุณาทำความเข้าใจกับสังคม ว่ากรอบที่ผมคิดคือ การใช้พลังอำนาจของชาติ ผลประโยชน์ของชาติทั้ง 6 ด้าน ทั้งการเมืองในและต่างประเทศ การทหาร เศรษฐกิจ ซึ่งเวลาประชุมกับกัมพูชา ก็พยายามบอกว่าภัยจริง ๆ คือด้านเศรษฐกิจ แต่เรื่องอธิปไตยเราก็ถือเป็นลำดับแรก นอกนั้นยังคำนึงถึงสังคมจิตวิทยา ซึ่งประชาชนตามแนวชายแดนด้วยกันก็อาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ชาวกัมพูชามาซื้อของกินของใช้ในบ้านเรา คนไทยก็ซื้อของป่า ซึ่งเขาก็อยู่กันมาแบบนั้น รวมถึงด้านต่างประเทศ บทบาทของเราและทัศนคติของนานาชาติที่มีต่อเรา และคิดถึงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”
“ตนคิดในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตนเคยพูดไว้ พลังอำนาจอีกอย่างที่สำคัญคือ พลังอำนาจข้อมูลข่าวสาร สื่อมวลชนประเทศไทยมีอิสระเสรี และมีจำนวนมากหลากหลาย แต่สื่อมวลชนกัมพูชาถูกจำกัด ตนจึงมั่นใจในพลังอำนาจของสื่อไทย แต่บางครั้งตนก็คิดว่า ทำไมบางครั้งการสื่อสารของเราเป็นรองเขาในบางเรื่อง ในฐานะที่ตนจะพ้นหน้าที่ไป อยากจะฝากสื่อมวลชนไทยใช้พลังอำนาจด้านนี้ให้เต็มที่ ในการสู้กับพลังข้อมูลข่าวสารกับฝ่ายกัมพูชา” พล.อ.ณัฐพล กล่าว



