เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีสุดแปลกทางการแพทย์ของชายคนหนึ่งซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองเพื่อนำพยาธิที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อสมองของเขาออกมา

คนไข้ชายคนนี้ซึ่งสำนักข่าวในประเทศจีนระบุเพียงชื่อสกุลว่า “หลี่” ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในมณฑลหูหนานอย่างเร่งด่วน หลังจากที่เขามีอาการหมดสติ ชัก และน้ำลายฟูมปาก 

รายงานข่าวระบุว่า คนไข้รายนี้เริ่มมีอาการผิดปกติเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน โดยเขามักรู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกปลอมอยู่ในดวงตาและเห็นมองเห็นภาพเหมือนเป็นลวดลาย เขาจึงรีบไปตรวจกับจักษุแพทย์ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ กับดวงตา แต่ผลการถ่ายภาพสแกนเอ็มอาร์ไอของเขาชี้ว่า มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ด้านหลังดวงตา 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการผิดปกติทางสายตาได้หายไป เขาจึงปฏิเสธที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออก โดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะทำให้ปรสิตที่อยู่ในศีรษะของเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเข้ายึดพื้นที่ในสมองของเขา

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว อาการของหลี่เริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว เขามีอาการชัก หมดสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากทำเข้ารับการสแกนเอ็มอาร์ไออีกครั้ง แพทย์ที่รักษาเขาก็ตัดสินใจทำการผ่าตัดกะโหลกศีรษะของหลี่และพบสิ่งแปลกปลอมในสมองของเขา

ทีมแพทย์นำสิ่งที่พวกเขาระบุว่าเป็น “พยาธิเป็นๆ” ออกมาจากสมองของผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์ค่อยๆ ดึงปรสิตสีขาวตัวยาวและกำลังดิ้นไปมาออกจากสมองของหลี่ได้สำเร็จ หลังจากนั้นได้มีการวัดขนาดและพบว่าพยาธิตัวนี้มีความยาวถึง 18 ซม. เศษ

หลังจากการผ่าตัดประสบความสำเร็จ แพทย์ได้สอบถามคนไข้ว่า พยาธิดังกล่าวเข้าไปในสมองของเขาได้อย่างไร นายหลี่จึงเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยจับงูได้ตัวหนึ่งและกลืนถุงน้ำดีดิบๆ ของมันเข้าไปหลังจากโดนท้า เขาไม่ได้คิดอะไรมากในตอนนั้น แต่การกระทำนี้ทำให้ตัวอ่อนของพยาธิซึ่งอยู่ในงู สามารถเข้าสู่ร่างกายของเขา และในที่สุดก็เดินทางไปยังสมองและอาศัยอยู่ที่นั่น

โรคของหลี่คือโรคสปาร์กาโนซิส (Sparganosis) เกิดจากตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดชนิด Spirometra mansoni ซึ่งมักพบในกบ งู และนก ดังนั้น การกินลูกอ๊อด เนื้อกบ เนื้องู หรืออาหารอื่นๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้แบบดิบๆ หรือไม่ได้ปรุงสุก ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับตัวอ่อนพยาธิเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

หลังจากผ่าตัดและพักรักษาตัวราว 10 วัน หลี่ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้และคาดว่าจะหายเป็นปกติ แพทย์ได้เผยแพร่เรื่องราวของเขาโดยหวังว่า กรณีของหลี่จะเป็นเรื่องเตือนใจและป้องกันไม่ให้ผู้อื่นทำผิดพลาดจนก่อให้เกิดโรคเช่นเดียวกันนี้

ที่มา : hk01_hk, odditycentral.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Instagram / hk01_hk