ด้วยการรวบรวมเสียงสนับสนุนจากหลากหลายขั้ว จนคว้าคะแนนโหวตจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 311 ต่อ 152 เสียง เหนือคู่แข่งสำคัญอย่าง “ชัยเกษม” นิติสิริ จาก “พรรคเพื่อไทย”
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงฝีมือการเมืองของ “อนุทิน” และ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการต่อรอง และการจัดการเสียงข้างมากได้อย่างแนบเนียน
โดยเฉพาะการประสานกับ “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส” พรหมเผ่า และ 16 เสียง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ภายใต้การนำของ “สุชาติ” ชมกลิ่น ที่มาจากระบอบ “ทักษิณ” และไปขอเสียงจาก “พรรคประชาชน” จนเป็นผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ “รัฐบาลใหม่” ต้องรับมือและพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมได้จริงหรือไม่
โจทย์เร่งด่วนที่รออยู่เบื้องหน้าของ “นายกฯอนุทิน” คือความคาดหวังสูงลิ่วของประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาหนักรอบด้าน เช่น ภาษีทรัมป์ ที่กระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม เศรษฐกิจปากท้องที่ซบเซา ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ กระทบเกษตรกรทั่วประเทศ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีก
รวมไปถึง ภัยพิบัติน้ำท่วม ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ปัญหาเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ว่า“รัฐบาลอนุทิน” จะสามารถจัดการกับวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพียงแค่ใช้มาตรการเฉพาะหน้าเพื่อซื้อเวลาเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา
อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญคือการจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรี” (ครม.) ซึ่งจะสะท้อนทิศทางของรัฐบาลชุดนี้อย่างชัดเจน หากสามารถดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเป็นมืออาชีพเข้ามารับผิดชอบกระทรวงหลักๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศ และในสายตานานาชาติ
แต่หากเน้นเพียงการตอบแทนพันธมิตรทางการเมืองมากเกินไป ก็มีความเสี่ยงซ้ำรอยรัฐบาลก่อนๆ จนถูกตราหน้าว่าเป็น “ครม.สืบสันดาน” ที่เน้นตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน

ดังนั้น “อนุทิน” จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเมือง กับการบริหารประเทศ ให้ชัดเจนและโปร่งใส เพราะหาก “ครม.” ถูกมองว่าเป็นเพียงเวทีต่อรองอำนาจ ความชอบธรรมของรัฐบาลจะสั่นคลอนตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้ยังถูกจับตามองในประเด็น การบังคับใช้กฎหมายและความยุติธรรม โดยเฉพาะคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ และเฝ้าติดตามมานาน เช่น คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดง
นอกจากนี้ มีคดีที่ดินอัลไพน์ รวมถึงกรณีการหลีกเลี่ยงภาษีจากนิติกรรมอำพราง เช่น ตั๋ว PN และการบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำลำธารของโรงแรมอดีตนายกฯ รวมทั้ง คดีโรงงานแป้งมันที่รุกพื้นที่ป่าสงวน ที่ผ่านมาคดีเหล่านี้มักหายเข้ากลีบเมฆ
หากรัฐบาลใหม่นี้ ยังเดินตามรอยเดิมๆ ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะถูกทำลายอย่างรุนแรง แต่หากสามารถแสดงให้เห็นว่า “ไม่มีสองมาตรฐาน” และดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นก้าวสำคัญที่สร้างศรัทธาให้กับ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
นอกจากการแก้ปัญหาประเทศแล้ว รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์กับ “พรรคประชาชน” โดยเฉพาะข้อตกลงทางการเมืองที่ทำไว้ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมี 5 เงื่อนไขสำคัญ อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ การยุบสภาภายใน 4 เดือน การไม่ดึงบุคคลนอกพันธมิตรเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน
เช่นเดียวกับ “พรรคส้ม” จะไม่ส่งคน หรือนอมินีเข้ามาเป็นรัฐมนตรี รวมถึงไม่กดดันให้ช่วยเหลือคดีของอดีต สส.ก้าวไกล 44 คน เพราะหากเป็นเช่นนั้นพรรคที่ยึดมั่นในอุดมการณ์จะเสื่อมลงทันที
“อนุทิน” ให้คำมั่นอย่างชัดเจนว่า ภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการช่วยเหลือ หรือกลั่นแกล้งใคร พร้อมประกาศจุดยืนว่า “จะไม่ขยายความขัดแย้ง”
“สิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้งดีและไม่ดี ไม่ว่าพวกผมจะถูกกระทำด้วยวิธีใด ไม่ว่าจะโดนเข้าใจผิดหรือถูกปฏิบัติอย่างไร วันนี้เรามาอยู่ตรงนี้แล้ว จะไม่ทำให้ความโกรธแค้นชิงชังเพิ่มมากขึ้น คุณพ่อสอนไว้ว่า โกรธร้อยครั้งไม่เท่าอภัยครั้งเดียว และผมยึดคำสอนนี้มาตลอด”
หลังจากนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ด้วยการกระทำของ“นายกฯคนที่ 32” นอกจากจะแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศแล้ว ยังต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชน เพราะหากบิดพลิ้วขึ้นมา “พรรคสีน้ำเงิน” ก็ไม่ต่างจากพรรคตระบัดสัตย์ และรอค่อยวันล่มสลายในอีกไม่ช้า.



