เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หมู่บ้านชายแดน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณแนวเขาพระวิหาร ยังคงเผชิญความไม่มั่นคง หลังเหตุปะทะชายแดนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ บ้านเรือน รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด แม้ขณะนี้ชาวบ้านสามารถกลับเข้าพื้นที่ได้แล้ว แต่ยังคงใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่ยังต้องเตรียมพร้อมหลบภัยลงหลุมหลบระเบิดอยู่เสมอ
ชาวบ้านต่างฝากความหวังไปยังรัฐบาลชุดใหม่ และแม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ให้เร่งคลี่คลายปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยนายวิสิทธิ์ ดวงแก้ว อายุ 62 ปี ชาวบ้านหนองหว้า ระบุว่า อยากให้รัฐบาลช่วยแก้ราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำ ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง และผักผลไม้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลงพื้นที่ดูสภาพจริง เพื่อรับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ชาวบ้านกว่า 30-40 ครอบครัว ยังไม่สามารถกลับเข้าสวนยางใกล้ชายแดนได้ เนื่องจากทหารห้ามเข้าพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ขาดรายได้จากการกรีดยางมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม แม้รัฐจะเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

อีกปัญหาที่เรื้อรังคือ ที่ดินทำกินซึ่งตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แม้ชาวบ้านร้องเรียนต่อรัฐบาลหลายสมัย แต่ก็ยังไร้ความคืบหน้า
ชาวบ้านยังเปรียบเปรยถึงสถานการณ์ว่า “เด็กดื้อยังต้องถูกตีด้วยไม้เรียวเพื่อปรับนิสัย ผู้นำฝ่ายตรงข้ามแม้ชราแล้ว แต่ยังดื้อ หากยิ่งฮึกเหิม ก็ต้องตีให้หนักกว่าเด็ก เพื่อให้หลาบจำและไม่ก่อกวนในแผ่นดินไทยอีก” พร้อมย้ำว่าการรักษาพื้นที่ต้องยึดตามแผนที่ประเทศไทย และหวังว่าแม่ทัพคนใหม่ จะทำให้ชายแดนปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข
ด้านนายหมื่น เทศธรรม ชาวบ้าน ต.บึงมะลู กล่าวเสริมว่า อยากให้รัฐบาลดูแลราคาพืชผลเกษตรอย่างจริงจัง และหากสถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่ง ควรชะลอการเปิดด่านชายแดนไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ขณะที่นางสมวย มณี อายุ 54 ปี ชาวบ้านโนนดู่ ต.บึงมะลู เผยว่า แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ชาวบ้านยังคงหวาดกลัวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดัง เพราะภาพเหตุการณ์รุนแรงยังฝังอยู่ในใจ พร้อมฝากความหวังให้ทั้งสองประเทศ กลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้ชายแดนกลับคืนสู่ความสงบสุขดังเดิม



