วานนี้ (5 ก.ย. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีผู้พิพากษาในสหราชอาณาจักรตัดสินให้เคอร์รี เฮอร์เบิร์ต พนักงานอาวุโสของบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับเงินชดเชยกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านบาท) หลังจากที่เธอถูกไล่ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม
ผู้พิพากษาโซเนีย บอยส์ กล่าวในศาลว่า “แม้ความคิดเห็นของเธอจะไม่เหมาะสมและน่าเสียใจ แต่ก็ไม่เป็นเหตุผลที่สมควรแก่การไล่ออกโดยทันที”
รายงานข่าวระบุว่า เฮอร์เบิร์ต ทำงานที่บริษัทนั่งร้านและก่ออิฐชื่อว่า เมนกรุ๊ป เซอร์วิสเซสในเมืองนอร์แทมป์ตัน ตั้งแต่ปี 2561 ร่วมกับพี่เขยและน้องสะใภ้ของเธอ ซึ่งก็คือนายโธมัส และนางแอนนา สแวนเนลล์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการและกรรมการผู้จัดการตามลำดับ
รายงานข่าวอ้างว่า เฮอร์เบิร์ตได้รับเงินเดือนมากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) ต่อปี โดยเธอมีหน้าที่การดูแลการดำเนินงานประจำวันของสำนักงาน, ดูแลบัญชีเงินเดือน, จัดการประชุม และทำหน้าที่แทนผู้ดูแลระบบ
อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม 2565 ระหว่างที่เฮอร์เบิร์ตกำลังค้นหาเอกสารในลิ้นชักของผู้จัดการ เธอก็พบเอกสารเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการจ้างงานของเธอ หัวหน้างานผู้นี้บอกกับศาลว่าการค้นพบนี้ “ทำให้เสียใจอย่างมาก” เนื่องจากข้อความในเอกสารนั้นทำให้เธอเชื่อว่า เธอกำลังจะถูกบริษัทเลิกจ้าง
หลังจากนั้น เฮอร์เบิร์ตก็ถูกเรียกตัวให้เข้าประชุม โดยที่ โธมัส สแวนเนลล์ เจ้านายของเธอได้กล่าวตำหนิเรื่องผลงานของเธอ
สแวนเนลล์อ้างว่า เขาและภรรยาไม่พอใจกับการบริหารสำนักงานของเธอ โดยอ้างว่าซัพพลายเออร์ไม่ได้รับเงินตรงเวลาและมีปัญหาเรื่องการจองคิวงาน
เฮอร์เบิร์ตเริ่มร้องไห้และต่อว่าเจ้านายของเธอ “ถ้าเป็นคนอื่นในตำแหน่งนี้ พวกเขาคงลาออกไปนานแล้วเพราะเรื่องในออฟฟิศ แต่ที่ฉันยังอยู่ก็เพราะไอ้โง่ อีโง่ สองคนอย่างพวกคุณนี่แหละ”
ตามคำให้การของเธอ นายโธมัสได้ตอบกลับว่า “อย่ามาเรียกฉันกับภรรยาของฉันว่าไอ้โง่-อีโง่ ให้ตายเถอะ พอแค่นี้ เธอถูกไล่ออกแล้ว เก็บของแล้วไสหัวไปซะ”
เมื่อเฮอร์เบิร์ตถามย้ำว่า เขาไล่เธอออกจริงหรือ เจ้านายที่โกรธจัดก็ตอบว่า “ใช่แล้ว ไสหัวไปซะ”
อดีตพนักงานอาวุโสผู้นี้บอกกับศาลในภายหลังว่า การที่เธอเรียกเขาว่า “ไอ้โง่” นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ได้เจตนา และได้ฟ้องบริษัทในข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
แม้บริษัทจะอ้างว่า เฮอร์เบิร์ตถูกไล่ออกเพราะผลงานไม่ดี แต่ผู้พิพากษาบอยส์ก็ตัดสินเข้าข้างเธอ โดยกล่าวว่าบริษัทไม่ได้ “ดำเนินการอย่างสมเหตุสมผลในทุกกรณีในการปฏิบัติต่อพฤติกรรมของ [เธอ] ว่าเป็นเหตุผลสมควรที่จะไล่เธอออก”
ศาลได้รับแจ้งว่าภายใต้ข้อกำหนดของสัญญา เฮอร์เบิร์ตอาจโดนไล่ออกได้ หาก “ใช้ภาษาดูหมิ่นหรือหยาบคาย” แต่จะต้องมีการตักเตือนก่อน และเอกสารยังระบุว่า ต้องเป็นความผิดเกี่ยวกับละเมิดที่ร้ายแรงเท่านั้น เช่น “การใช้ภาษาข่มขู่และคุกคาม” จึงจะเป็นเหตุผลอันสมควรให้เลิกจ้างเธอได้
ผู้พิพากษาบอยส์สรุปว่า เฮอร์เบิร์ตถูกไล่ออกใน “ช่วงเวลาที่ใช้อารมณ์ชั่ววูบเพราะพฤติกรรมในวันนั้น ซึ่งก็คือความคิดเห็นเกี่ยวกับแอนนาและโธมัส สแวนเนลล์”
“ฉันพบว่าเหตุผลที่เธอถูกไล่ออกในวันนั้นคือพฤติกรรมของเธอในระหว่างการประชุม” เธอกล่าวเสริม และว่าแม้ความคิดเห็นดังกล่าวจะไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลสำหรับการไล่ออก
ผู้พิพากษาบอยส์กล่าวว่า เฮอร์เบิร์ต “ได้ขอความกระจ่างจากนายสแวนเนลล์ และเขายืนยันว่าเขาไล่เธอออก” พร้อมกับชี้ว่า “ไม่มีการทำตามขั้นตอนการลงโทษของบริษัท และเฮอร์เบิร์ตไม่ได้รับหนังสือแจ้งการเลิกจ้างหรือค่าจ้างทดแทนการแจ้งดังกล่าว”
เธอยังพบว่าการไล่ออกนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เพียงครั้งเดียว” และเฮอร์เบิร์ต “ไม่มีประวัติการแสดงพฤติกรรมหยาบคายหรือแสดงความคิดเห็นที่น่ารังเกียจในกรณีนี้”
“โดยสรุปแล้ว เมื่อพิจารณาพฤติกรรมในบริบท ถือว่ายังไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขั้นเป็นการผิดสัญญาจ้าง” ผู้พิพากษาบอยส์ประกาศ
นอกจากนี้ ผู้พิพากษาบอยส์ยังสั่งให้บริษัทเมนกรุ๊ป เซอร์วิสเซส จ่ายเงินชดเชยให้เฮอร์เบิร์ตมากกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 640,800 บาท) และจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 19,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 608.760 บาท) เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของเธอ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



