พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อตรวจสอบระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินพลเรือน ภายใต้โครงการ USOAP CMA (Universal Safety Oversight Audit Programme – Continuous Monitoring Approach) ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.-8 ก.ย. 2568 ครอบคลุมทั้ง 8 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ด้านกฎหมาย (Primary Aviation Legislation and Civil Aviation Regulations: LEG) 2. ด้านองค์กรกำกับดูแล (Civil Aviation Organization: ORG) 3. ด้านมาตรฐานผู้ประจำหน้าที่ (Personnel Licensing: PEL)

4. ด้านมาตรฐานปฏิบัติการอากาศยาน (Aircraft Operations: OPS) 5. ด้านมาตรฐานความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน (Airworthiness of Aircraft: AIR) 6. ด้านมาตรฐานการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อากาศยาน (Aircraft Accident and Incident Investigation: AIG) 7. ด้านมาตรฐานการบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services: ANS) และ 8. ด้านมาตรฐานสนามบินและเครื่องช่วยในการเดินอากาศ (Aerodromes and Ground Aids: AGA)
พลอากาศเอก มนัท กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Results) เฉพาะในด้านที่ กพท. รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กฎหมาย องค์กรกำกับดูแล การปฏิบัติการบิน ความสมควรเดินอากาศ การออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ การบริการการเดินอากาศ และสนามบิน มีคะแนนสูงถึง 91.35% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 70.50% ถึงเกือบ 20% ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และศักยภาพของระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของประเทศ นอกจากนี้ประเทศไทยสามารถทำคะแนนเต็ม 100% ได้ 2 ด้าน ได้แก่ กฎหมายการบิน (LEG) และ องค์กรกำกับดูแล (ORG) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกกว่า 20-30% ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมีระบบกฎหมายการบินที่ทันสมัย ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงมีองค์กรกำกับดูแลด้านการบินที่มีโครงสร้างและการดำเนินงานเข้มแข็ง ทัดเทียมกับประเทศผู้นำด้านการบินของโลก

พลอากาศเอก มนัท กล่าวอีกว่า การก้าวสู่ความสำเร็จครั้งนี้ นับเป็นพัฒนาการสำคัญ หากย้อนกลับไปในปี 2558 ประเทศไทยเคยถูก ICAO ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ (SSC) ถึง 33 ข้อ ส่งผลให้ถูกติด “ธงแดง” และมีคะแนน EI เพียง 33.53% แต่หลังจากการปฏิรูปองค์กร และการจัดตั้ง กพท. ประเทศไทยสามารถเร่งแก้ไขข้อบกพร่องจนสามารถปลดธงแดงได้ในปี 2560 และพัฒนาคะแนนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลเบื้องต้นล่าสุดที่ 91.35% แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ก้าวพ้นวิกฤติ แต่ยังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนมีระบบกำกับดูแลที่แข็งแรง และน่าเชื่อถือในสายตาสากล
พลอากาศเอก มนัท กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เรารอเพียงผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ (Final Results) ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านความปลอดภัยการบินของโลก อย่างไรก็ตาม กพท. จะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษา และยกระดับมาตรฐานนี้ และสิ่งสำคัญคือ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก กพท. เพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กรมท่าอากาศยาน สถาบันการบินพลเรือน สายการบิน และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จ เราจึงมั่นใจว่า ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงบนเส้นทางการเป็นศูนย์กลางการบินที่ปลอดภัย และน่าเชื่อถือของภูมิภาคและของโลก

พลอากาศเอก มนัท กล่าวอีกว่า ผลการตรวจสอบครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ประชาคมการบินโลกมีต่อประเทศไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว ทั้งในด้านการรองรับการเติบโตของสายการบิน การขยายเส้นทางบิน และการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร นักลงทุน และคู่ค้าระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในภูมิภาค และในเวทีโลก.



