เมื่อวันที่ 9 ก.ย.นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ส่อกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าในการกระทำหรืองดเว้นต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ทั้งที่ไม่มีกฎหมายใดที่บัญญัติไว้ให้ปรับหลักสูตรได้ว่า ตนได้รับมอบหมายจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการกพฐ.ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว ซึ่งสพฐ.ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ มีความเป็นห่วงเรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้มอบสพฐ.ไปดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสิ่งที่ผู้ร้องแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษสพฐ.นั้นมีข้อเท็จจริงที่บิดเบือนหรือไม่  โดยตนได้มอบหมายให้สำนักนิติกรสพฐ.เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีนครบาลดุสิต เพื่อตรวจสอบหลักฐานการร้องเรียนว่ามีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และในเอกสารร้องเรียนนั้นมีเรื่องหมิ่นประมาทกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

รองเลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (AnyWhere AnyTime) นั้น เป็นการเช่าใช้แท็บเล็ต โน้ตบุกส์ และโครมบุ๊ค ที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าโครงการดังกล่าวสร้างความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเด็กจำนวน 13 ล้านคน  ซึ่งตนขอชี้แจงว่า โครงการนี้มุ่งเป้าหมายเพื่อแจกให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตั้งแต่ชั้นม.4-6 จำนวน 600,000 คน และเด็กในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสพฐ.ตั้งแต่ระดับอนุบาล วัย 3-18 ปี มีเพียง 6,300,000 คนเท่านั้น ดังนั้นถือว่าข้อมูลดังกล่าวที่ผู้ร้องกล่าวโทษเราเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งบประมาณที่จัดสรรให้กับโครงการดังกล่าวอยู่ในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 โดยงบประมาณได้ถูกจัดสรรไปให้เขตพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 118 เขต และในจำนวนนี้เหลือเพียง 30 เขตพื้นที่ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างถูกต้องผ่านระบบ E-bidding ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้ ขณะเดียวกันสถานประกอบการที่เข้ามาร่วมประเมินไม่ได้มีการระบุมาจากส่วนกลางแต่อย่างใด และสถานประกอบการในพื้นที่แต่ละจังหวัดก็มีไม่เหมือนกันจึงเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ที่จะดำเนินการสรรหาสถานประกอบการในการเช่าอุปกรณ์เสริมการสอนเหล่านั้นเอง

“ปัจจุบันผู้ปกครองนักเรียนที่อยู่ในเมืองหรือเขตกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90% เข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำเป็นการเติมช่องว่างลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่อยู่ต่างจังหวัดต่างอำเภอ หรือผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนไม่มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ทันสมัยแบบนี้ เพื่อให้ผู้เรียนนำมาใช้เสริมการเรียนและค้นหาความรู้ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศชาติ และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย” นายพัฒนะ กล่าว

ด้านนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษาสพฐ. กล่าวว่า ตนในฐานะคณะผู้จัดทำปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้น ป.1-ป.3) และปีการศึกษา 2568 ไม่ได้เป็นการปรับหลักสูตรเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการปรับปรุงหลักสูตรตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ที่กำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและการสร้างพลเมืองของประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับกับบริบทความต้องการความจำเป็นและจุดเน้นของสถานศึกษาได้ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรฉบับนี้ดำเนินการผ่านคณะทำงานงานหลายชุดจนประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพ.ค.2568 ในกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อม และสมัครใจเข้าร่วมใช้หลักสูตรใหม่ฉบับนี้ โดยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมต้นนี้ มุ่งพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านสุขภาวะทางกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ดังนั้นการกล่าวหาว่าหลักสูตรนี้ได้เอื้อกับการใช้อุปกรณ์เสริมการสอนทั้งแท็บเล็ต โน้ตบุกส์ และโครมบุ๊คนั้น จึงไม่ใช่ประเด็นที่ถูกต้อง เพราะหลักสูตรปฐมวัย 3-6ปี มุ่งเน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นอ่านเขียนคิดคำนวณได้ ซึ่งอยู่ที่ครูผู้สอนเท่านั้นจะเลือกงใช้สื่อแบบไหนประกอบการสอน