วันที่ 9 ก.ย. เคทีซีร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จัดเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” วิเคราะห์พัฒนาการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนจากฟิชชิ่ง (Phishing) และคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมการเงิน พร้อมแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมไทย
พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามฯ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถิติข้อมูลหลอกลวงนับตั้งแต่ต้นปีนี้เกิดความเสียหาย 6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นหลอกลงทุน โดยเฉพาะวัยเกษียณ แต่พอช่วงมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงมีแนวโน้มเริ่มลดลง 20-30% เพราะแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ เช่นเดียวกับแรงงานไทยที่ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์เดินทางกลับมาในไทยเช่นเดียวกัน ซึ่งกลุ่มนี้ได้รับโทษตามกฎหมาย
ทั้งนี้ คดีอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การหลอกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อใจ การปลอมแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนของจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเอไอ การสร้างเสียงหรือวิดีโอปลอมเพื่อหลอกให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รู้จัก ส่งผลให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกเพศ ทุกวัยและทุกอาชีพ โดยจากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าช่วงอายุ 25-40 ปี ประสบภัยไซเบอร์มากที่สุด 70% เป็นผู้หญิงกว่า 60% โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพเข้าสวมรอยหรือแทรกแซงในธุรกรรมการเงินมากที่สุด คือ โซเชียลมีเดีย 80%
นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า เคทีซี กล่าวว่า ภัยการเงินที่พบมากในอดีตคือการขโมยบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตร ต่อมาพัฒนาเป็นฟิชชิ่ง ผ่านอีเมลและเอสเอ็มเอส ที่แนบลิงก์หลอกลวง โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 86% ของความเสียหายจากภัยไซเบอร์มาจากข้อมูล เช่น ข้อมูลบัตรถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ต่างประเทศ ขณะที่กลโกงแบบเดิมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือเอสเอ็มเอส ปลอมก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลอกเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชี รวมไปถึงการหลอกลวงให้มีการลงทุน ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคาร จุดที่น่าห่วงที่สุดคือ ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะรหัสโอทีพี กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของมิจฉาชีพ
นายนพรัตน์ สุริยา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายป้องกันทุจริตบัตรเครดิตและร้านค้า บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า เคทีซีได้ทำงานใกล้ชิดกับกองบังคับการปราบปรามฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยล่าสุดได้ร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อสกัดกั้นการกระทำอันทุจริตของแก๊งปลอมบัตรเครดิต เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกและสังคมโดยสิ่งที่อยากฝากถึงสังคมคือ ครอบครัวควรมีบทบาทร่วมกันในการช่วยดูแลธุรกรรมของผู้สูงวัย ซึ่งมีความเปราะบางและมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ
สำหรับข้อแนะนำ 1.ควรหมั่นพูดคุยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย 2.ตรวจสอบข้อความเอสเอ็มเอส หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ 3.ตั้งวงเงินจำกัดในการใช้บัตรเพื่อป้องกันความเสียหาย 4.ติดตั้งแอปที่ช่วยกรองเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นสแปม เช่น ฮูส์คอลล์ และ 5.อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์



