ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยปรึกษาหารือในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีอ้างว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ให้เรียกพยานบุคคล และพยานเอกสาร โดยให้พยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับรองความถูกต้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ล่าสุดวันที่ 9 ก.ย. ถือว่าครบกำหนด 15 วันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ดำเนินการแล้ว จึงเป็นที่น่าจับตาว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการนัดหมายประชุมปรึกษาหารือในคดีต่างๆ รวมถึงกรณีการร้องนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ว่าข้อมูลหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณา หรือจำเป็นสอบพยานหรือไม่ หากพิจารณาแล้วว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ และอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในส่วนของนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ซึ่งยังรักษาการในตำแหน่ง จึงต้องจับตาว่า ศาลจะมีการพิจารณายุติการพิจารณาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 10 ก.ย.นี้ มีการนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณี การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องทำประชามติจำนวนกี่ครั้ง.