“NSM ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็น “ของใหม่ที่ต้องมี” แต่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและเข้าถึงง่ายและแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลเพียงใด แต่ “พิพิธภัณฑ์” ยังคงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ร่วมสมัยที่สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ พร้อมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการสังเกต เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบันและอนาคต ขณะเดียวกันก็เปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มองไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและทำให้พิพิธภัณฑ์ไทยยังคงมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

นี่คือมุมมองของ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ในเวทีเสวนาเนื่องในกิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2568 หัวข้อ “การสร้างสังคมที่มีความเป็นมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี : มุมมองอนาคตจากพิพิธภัณฑ์” เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

ในเวทีดังกล่าว ดร.กรรณิการ์ เฉิน ในฐานะผู้บริหาร NSM ที่มีประสบการณ์ในการดำเนินการด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนานได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองอนาคตจากพิพิธภัณฑ์ พร้อมขับเคลื่อนบทบาทพิพิธภัณฑ์ไทยสู่การสร้างสังคมที่มีความหมายในยุคดิจิทัลร่วมกับ น.ส.วัลวิภา สันต์สุขเสริม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ นายกฤษฎา นิลพัฒน์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ และ ผศ.ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาพิพิธภัณฑศึกษา RILCA โดยมีดร.ชนินทร์ สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.กรรณิการ์ เฉิน กล่าวในเวทีเสวนา ว่า แม้โจทย์ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อาจดูแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะหรือประวัติศาสตร์ แต่แท้จริงแล้วมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของเนื้อหาที่ต้องอาศัยจินตนาการและการตีความสูง เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “วิทยาศาสตร์จับต้องได้” และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง NSM จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ในหลากหลายแขนง ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ธรรมชาติ และระบบนิเวศ ไปจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเน้นการใช้นิทรรศการและสื่อเสริมการเรียนรู้ พร้อมยังกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในรูปแบบของคาราวานวิทยาศาสตร์ และล่าสุดที่ใกล้จะเปิดเร็ว ๆ นี้ คือ “Futurium ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต” ที่จะเน้นการสร้างรู้ความเข้าใจเรื่อง “อนาคต” และการเตรียมความพร้อมของผู้คนในการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“NSM ให้ความสำคัญกับการออกแบบนิทรรศการและกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้ “ชัดเจนขึ้น มีประโยชน์ขึ้น และเข้าถึงง่ายขึ้น” เพราะเทคโนโลยีสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ ทำให้ผู้ชมสนใจ เข้าใจ และอยากเรียนรู้มากขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งแต่การมองเห็นพลังงานพลาสมาผ่านการสัมผัสพลาสมาบอล ไปจนถึงกิจกรรมแบบ Immersive Experience ที่ดึงผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วม เทคโนโลยียังช่วยทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย และอธิบายประเด็นซับซ้อน ผ่านสื่อดิจิทัลได้อย่างชัดเจน” ดร.กรรณิการ์ กล่าวและว่า

อย่างใน Futurium ก็มีการใช้เทคโนโลยี VR/ Simulation เพื่อสร้างประสบการณ์ที่โลกจริงไม่สามารถมอบให้ได้ เช่น การเข้าไปเห็นระบบเลือดและภูมิคุ้มกันในร่างกาย รวมถึงการใช้ AI & Deepfake ที่แม้อาจดูเสี่ยง แต่ในพิพิธภัณฑ์กลับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและชวนผู้ชมตั้งคำถาม เช่น การลองเห็นภาพตัวเองในวัยชรา เป็นต้น

ดังนั้น นิทรรศการของ NSM จึงมักผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์นำทาง Interactive Touchscreen หรือระบบ Cloud ที่ช่วยเพิ่มข้อมูลผ่าน QR Code เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องยากได้ง่ายขึ้น ทั้งยัง เปิดโอกาสให้เกิดประสบการณ์เฉพาะบุคคลผ่าน AI ที่สามารถแนะนำเส้นทางการชมตามความสนใจ และสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ชมกับพิพิธภัณฑ์ได้อย่างลึกซึ้ง
ดร.กรรณิการ์ ยังกล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีในพิพิธภัณฑ์ยังต้องอาศัยความเข้าใจจากนักวิจัยและภัณฑารักษ์ในการเลือกใช้ให้เหมาะสมและคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ควรมีการสนับสนุนงบประมาณในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เข้าถึงทุกกลุ่ม อย่างที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อผู้ด้อยโอกาส เช่น การสร้างสรรค์สื่อเรียนรู้ดาราศาสตร์สำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งเป็นงานพัฒนา “นวัตกรรมดิจิทัลง่าย ๆ” ที่ใช้งบประมาณไม่สูงแต่สร้างผลกระทบทางสังคมได้อย่างลึกซึ้ง
“สำหรับ NSM แล้ว เราไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็น “ของใหม่ที่ต้องมี” แต่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและเข้าถึงง่าย และแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลเพียงใด แต่ “พิพิธภัณฑ์” ยังคงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ร่วมสมัย สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ พร้อมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการสังเกต เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขณะเดียวกันก็เปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง และทำให้พิพิธภัณฑ์ไทยยังคงมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ดร.กรรณิการ์ กล่าวทิ้งท้าย.



