เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ รร.ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถ.แจ้งวัฒนะ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลและสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รายงานผลการศึกษาสถานการณ์การคุกคามทางเพศและความรุนแรงบนฐานเพศในสถานประกอบกิจการภาคเอกชน โดยระบุว่า จากการสำรวจสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศในสถานประกอบการเอกชน 67 สถานประกอบการ ใน 5 อุตสาหกรรมส่งออก ได้แก่ ยานยนต์ อาหารส่งออก สิ่งทอ อิเล็กโทรนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งโรงแรม/ท่องเที่ยว ช่วงเดือน มกราคม -เมษายน 2568 พบว่า ในกลุ่มพนักงานที่ยินยอมให้ข้อมูล จำนวน 603 คน มีมากถึง 44.4% ของพนักงานเคยถูกละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ในจำนวนนี้ เป็นกลุ่มหลากหลายเพศ เผชิญการคุกคามสูงสุดถึง 60.2% ผู้หญิงเผชิญการคุกคาม 45.9% และผู้ชาย 33.9% ตามลำดับ กลุ่มอายุ 20–24 ปี เป็นช่วงวัยที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด (57.6%) พฤติกรรมที่พบบ่อย ได้แก่ การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา (27.2%) การแซวหรือหยอกล้อส่อทางเพศ (16.4%) การถูกลูบคลำแตะเนื้อต้องตัว (9.5%) และคำพูดแทะโลม (9.1%)
รายงานดังกล่าว ยังระบุอีกว่า ในส่วนประเด็นมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามทางเพศในองค์กร มีพนักงาน มากถึง 45.4% บอกว่าสถานประกอบการที่ตนทำงานอยู่ไม่มีมาตรการป้องกันเรื่องนี้ที่ชัดเจน และอีก 41.6% บอกว่าสถานประกอบการที่ตนทำงานอยู่ไม่เคยจัดการอบรมหรือรณรงค์ เรื่องนี้แก่พนักงาน นอกจากนี้ พนักงานผู้ที่เคยถูกละเมิดในเรื่องนี้ จำนวน 49.6% เลือก หลีกเลี่ยงผู้กระทำ มากกว่าการร้องเรียนผ่านกลไกที่มีอยู่ เนื่องจากสถานประกอบการต้นสังกัดมักจัดการปัญหานี้โดยการไล่ออก ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ทำให้ผู้ถูกกระทำถูกข่มขู่จากผู้กระทำ และรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะแจ้งเหตุหรือร้องทุกข์

รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคมม.มหิดล ในฐานะหัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญ อาทิ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่สถานประกอบการเอกชนจำนวนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบ ทำให้สถานการณ์ปัญหาคุกคามทางเพศในองค์กรเอกชนไม่ได้ลดลง และยังแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยต่างเคยเผชิญการคุกคามทางเพศ ผู้หญิง กลุ่มหลากหลายเพศ และวัยทำงานตอนต้นเสี่ยงสูงสุดความรุนแรงบนฐานเพศไม่เพียงทำลายศักดิ์ศรีของพนักงาน แต่ยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงต่อองค์กร ดังนั้น สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล จึงได้ร่วมกับ สสส. จัดทำหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ เพื่อสร้างมาตรการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศในสถานประกอบการเอกชน โดยตั้งเป้ารณรงค์ให้ ไม่น้อยกว่า 200 สถานประกอบการ นำหลักสูตรนี้ไปใช้จริง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัย ปราศจากการทำความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศ เพราะ การลงทุนด้านการป้องกันการคุกคามทางเพศในองค์กร คือการลงทุนด้านความยั่งยืนด้านธุรกิจ ทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยสู่ความเป็นสากล ตอบโจทย์ทั้งมิติสิทธิมนุษยชนและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก



