เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย กล่าวถึงกรณีอัยการสั่งฟ้อง กรณีเผยแพร่ข้อมูลปลาหมอคางดำ ว่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยต่อคำสั่งฟ้อง เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และชาวบ้าน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ อย่างไรก็ตามการถูกฟ้องครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะได้นำเสนอหลักฐานและข้อมูลจำนวนมากต่อสาธารณะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ แต่รัฐกลับปล่อยให้สูญเสียโอกาสดังกล่าว

“สิ่งที่ไบโอไทยทำ ก็เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำจนกระทบสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องออกมาทำหน้าที่นี้” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เอกสารและหลักฐานต่าง ๆ จะถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในกระบวนการต่อสู้คดีครั้งนี้ ทั้งนี้ขอตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งควรทำหน้าที่สอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่กลับละเลยภารกิจดังกล่าว ทำให้ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ขณะที่ น.ส.จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นข้อกฎหมายว่า ศาลได้แยกฟ้องออกเป็น 2 คดี โดยมีกำหนดนัดแรกในวันที่ 22 ต.ค. นี้ เพื่อสอบคำให้การและนัดคุ้มครองสิทธิจำเลย ซึ่งคดีนี้ นายวิฑูรย์ตกเป็นจำเลยที่ 1 และมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เป็นจำเลยที่ 2 โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์ประกันคดีละ 30,000 บาท เป็นเงินประกันทั้งสองคดี 60,000 บาท โดยแนวทางการต่อสู้คดีหลังจากนี้ เราจะยืนยันสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าการแสดงความเห็นของนายวิฑูรย์ในฐานะจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองระบบนิเวศจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้บริษัทผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เชื่อว่าการสืบพยานและการนำพยานหลักฐานขึ้นสู่ศาลจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์และเจตนาสุจริตได้

น.ส.จันทร์จิรา กล่าวอีกว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ปัญหาได้รับการแก้ไข แต่การถูกฟ้องร้องอาจเข้าข่ายการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อยับยั้งการแสดงความคิดเห็น (SLAPP) ซึ่งสร้างภาระให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“กรณีของคุณวิฑูรย์ ถูกฟ้องสองคดี ส่งผลให้กระบวนการสืบพยานต้องทำซ้ำในสองสำนวน เป็นการเพิ่มภาระทั้งต่อจำเลยและระบบยุติธรรม แม้เนื้อหาคดีจะไม่กังวลมากนัก แต่ก็ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองทั้งเวลาและงบประมาณของจำเลยและกระบวนการยุติธรรม” ทนายความ กล่าว

ด้าน น.ส.ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International (PI) กล่าวว่า รัฐมีพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจังต่อผลกระทบสิทธิมนุษยชนจากการทำธุรกิจ แต่เมื่อหน่วยงานรัฐอ่อนแอและเพิกเฉย ภาระกลับตกอยู่กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างนายวิทูรย์และไบโอไทย ที่ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบแทนประชาชน ผลลัพธ์คือการถูกฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPP) แทนที่จะได้รับการคุ้มครอง การปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป ไม่เพียงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานร้ายแรง แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อกลไกของรัฐในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและนักปกป้องสิทธิฯ อีกด้วย ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะมีการจัดเวที United Nations Responsible Business and Human Rights Forum, Asia-Pacific ที่ไทย เราหวังว่ากรณีนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปล่อยให้นักปกป้องสิทธิต้องถูกดำเนินคดีเพียงเพราะทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบแทนสาธารณะ.