ในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีมติว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน  การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ประเด็นที่สอง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้งได้แก่ ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร

ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่  อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้

เมื่อชัดเจนเรื่องประชามติ พรรคประชาชนไปต่อทันที โดย “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณทันที “เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติ รอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลัง ครม. ใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะกระทําการได้หลังจากที่รัฐสภาพิจารณา และให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15  พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาล ควรรวบรวมเสียง สส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขด้วย”

“ควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)  ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง  แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยดังกล่าว อาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภา สามารถออกแบบกลไกให้ส.ส.ร.ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ส.ส.ร.จัดทํา มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้”

ซึ่งจากข้อเรียกร้องดังกล่าว ดูเหมือนพรรคประชาชนจะลองให้ “หนูเอากระพรวนไปแขวนคอแมว” เอาพรรคภูมิใจไทยเป็นหน่วยกล้าตาย (ในฐานะรัฐบาล  ) เสนอร่างที่แก้ไข หมวด 15 ที่มีเรื่องการเลือกตั้งส.ส.ร.ตามข้อตกลง ด้วยวิธีที่คาดหวังคือ “สภาคงจะสามารถออกแบบกลไกให้มีส.ส.ร.ได้” และย้ำว่าพร้อมใช้เสียงสส.พรรคประชาชนกำกับ

ถึงปชน.จะเป็นเสือปืนไว แต่พรรคภูมิใจไทยก็ต้องคิดหนัก “เสี่ยหนู”เองยังไม่อยากรับปากอะไร ได้แต่ตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  ที่มี “เลขาฯนก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธาน พิจารณาไปก่อน อาจต้องคุยกับปชน.ด้วย..จะให้ทำอย่างไรเมื่อเขาไม่ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ถึงมีดีลกันแต่อย่าบีบให้ถึงตายภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ใครจะกล้าแหยมกับศาลรัฐธรรมนูญ โดนยุบพรรคตัดสิทธิ์การเมืองได้

ขณะเดียวกัน ประโยค “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ไม่ได้บอกว่าไม่ให้มีส.ส.ร.แต่อาจต้องเป็นการได้มาแบบเล่นแร่แปรธาตุอะไรหลายชั้น อาจคล้ายเลือกสว. ซึ่งจะก่อให้เกิดความหวาดระแวงว่า “จะสีน้ำเงินซ้ำรอยหรือไม่”พรรคประชาชนก็ดูท่าทางจะ “เอาให้คุ้ม” กับคะแนนเสียงโหวตให้ “เสี่ยหนู” เพราะประกาศจะจับตารมว.ยุติธรรมเป็นพิเศษว่าเป็นสายบุรีรัมย์ สายสีน้ำเงินหรือไม่ แถมวันแถลงนโยบายสภา จะอภิปรายความเหมาะสมรัฐมนตรีรายคนอีก

เมื่อพรรคประชาชนประกาศเป็นฝ่ายค้าน ก็ดูเหมือนจะ “ทำหน้าที่เข้มแข็ง” แต่ในบางเกม “ภูมิใจไทย” คงไม่ยอมง่ายๆ เช่นกัน ??.